แผนภาพคู่มือ 4 ขั้นสำหรับโรงแรมไทยเมื่อปลายทางคู่แข่งอย่างเวียดนามแย่ง source market จีน

คู่มือรับมือเมื่อปลายทางคู่แข่งแย่ง Source Market: ถอดบทเรียนเวียดนามแซงไทยในตลาดจีน

เวลาคู่แข่งเป็น “ปลายทาง” ทั้งประเทศ ไม่ใช่โรงแรมในทำเลเดียวกัน การลดราคาช่วยอะไรไม่ได้เลย — คู่มือนี้ถอดเหตุการณ์จีนเทไปเวียดนามปี 2025 เป็นกระบวนการ 4 ขั้นที่หยิบมาใช้ได้ทุกครั้งที่ตลาดต้นทางหลักถูกแย่ง

คำตอบสั้น: เมื่อปลายทางคู่แข่งอย่างเวียดนามแย่ง source market หลักของคุณ อย่าตอบด้วยการลดราคา เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาเสมอไป ทำตาม 4 ขั้น คือ วินิจฉัยว่าเสียตลาดเพราะอะไรจริง ๆ (ราคา ความเชื่อมั่น การเข้าถึง หรือสินค้า) ดึงข้อมูลระดับ source market สร้างข้อได้เปรียบที่ลอกยาก แล้วกระจายตลาดพร้อมช่องทาง direct
TL;DR:
  • หลักฐานหลัก: ปี 2025 เวียดนามรับนักท่องเที่ยวจีน 5.28 ล้านคน (+41%) ขึ้นเป็นตลาดอันดับ 1 ขณะที่ไทยเหลือราว 4.47 ล้านคน (−34%) จนจีนหล่นไปอยู่หลังมาเลเซีย และเวียดนามยังเร่งลงทุนฝั่ง Luxury ทั้งแบรนด์ระดับโลกและห้องระดับ 4-5 ดาวจำนวนมาก
  • ทำไมสำคัญ: นี่ไม่ใช่วิกฤตชั่วคราวแบบโควิด แต่เป็นการกัดเซาะเชิงโครงสร้าง คู่แข่งคือทั้งปลายทาง ไม่ใช่โรงแรมในทำเลเดียวกัน การลดราคาห้องจึงแก้การตัดสินใจระดับ “จะไปประเทศไหน” ไม่ได้
  • สัญญาณการลงมือทำ: วินิจฉัยสาเหตุก่อนแก้ แล้วลงทุนกับสิ่งที่คู่แข่งซื้อทางลัดไม่ได้ ทั้งฐานแขกที่กลับมาซ้ำ บริการ ประสบการณ์เฉพาะถิ่น และช่องทาง direct แทนการตัดราคาไล่ปริมาณ

ลองนึกถึงตอนเปิดรายงาน source market ปลายปี แล้วเห็นว่าตลาดต้นทางที่เคยเป็นเสาหลักของคุณ หดลงทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ขึ้นราคา ไม่ได้ลดบริการ แต่แขกกลุ่มนั้นหายไป แล้วไปโผล่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน คำถามที่เด้งขึ้นมาคือ “เราต้องลดราคาแค่ไหนถึงจะดึงเขากลับ”

เอาตรง ๆ ผมว่านั่นคือคำถามที่ผิดตั้งแต่ต้น และปี 2025 เพิ่งให้กรณีศึกษาชัด ๆ มาให้ดู คือเรื่องที่นักท่องเที่ยวจีนเทไปเวียดนามจนเวียดนามแซงไทยในตลาดนี้ไปแล้ว

ผมเคยเขียนคู่มืออีกชิ้นเรื่องรับมือวิกฤต demand แบบที่ source market หายข้ามคืน เช่นโควิด สงคราม หรือราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นแรงกระแทกภายนอกที่มักกลับมาเมื่อเหตุคลี่คลาย แต่กรณีเวียดนามต่างออกไปคนละแบบ เพราะมันไม่ใช่แรงกระแทกชั่วคราว มันคือการที่คู่แข่งค่อย ๆ สร้างเหตุผลให้แขกเปลี่ยนปลายทางอย่างถาวร

บทความนี้จะไม่เล่าแค่ว่าใครได้เท่าไรเมื่อปีที่แล้ว เพราะตัวเลขจะเก่า แต่จะถอดเหตุการณ์ออกมาเป็นคู่มือ 4 ขั้น ที่หยิบมาใช้ได้ทุกครั้งที่ปลายทางคู่แข่งเริ่มแย่งตลาดต้นทางของคุณ ไม่ว่ารอบหน้าจะเป็นจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง หรือยุโรป

“ปลายทางคู่แข่ง” ต่างจาก “โรงแรมในทำเลเดียวกัน” — และทำไมการลดราคาถึงไม่ตอบโจทย์

ก่อนจะพูดเรื่องวิธีรับมือ ต้องเห็นก่อนว่าคู่แข่งแบบนี้ต่างจากที่ revenue manager คุ้นเคยอย่างไร ปกติเราคิดเรื่องคู่แข่งในระดับ comp set คือกลุ่มโรงแรมในทำเลเดียวกันที่แขกเปรียบเทียบกันก่อนกดจอง การแข่งระดับนี้เกิดตอนแขกเลือกแล้วว่าจะมาเมืองนี้ เหลือแค่เลือกว่าจะนอนที่ไหน ราคาและรีวิวจึงมีน้ำหนักสูง

แต่ปลายทางคู่แข่งทำงานคนละชั้น มันแข่งกันที่ขั้น “จะไปประเทศไหน” ซึ่งเกิดก่อนการเลือกโรงแรมเสียอีก เมื่อนักท่องเที่ยวจีนคนหนึ่งตัดสินใจไปเวียดนามแทนไทย เขาตัดทั้งตลาดโรงแรมไทยออกจากตัวเลือกตั้งแต่ก่อนจะเห็นราคาห้องของคุณด้วยซ้ำ

เกณฑ์โรงแรมในทำเลเดียวกัน (comp set)ปลายทางคู่แข่ง (destination rival)
ระดับการแข่งเลือกโรงแรมในเมืองเดียวกันเลือกประเทศหรือเมืองปลายทาง
เกิดตอนไหนหลังตัดสินใจปลายทางแล้วก่อนเลือกโรงแรม
ตัวแปรหลักราคา รีวิว ทำเลการเข้าถึง วีซ่า ความเชื่อมั่น สินค้าระดับชาติ
การลดราคาช่วยไหมช่วยได้ถ้าใช้มีวินัยมักไม่ช่วย เพราะแก้คนละขั้นของการตัดสินใจ

กรอบเปรียบเทียบเชิงแนวคิดของ Gusornhai เพื่อแยกระดับการแข่งขัน ไม่ใช่ตัวเลขจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง

นี่คือเหตุผลที่สัญชาตญาณ “ลดราคาสู้” ใช้ไม่ได้กับคู่แข่งระดับปลายทาง เพราะคุณกำลังเอาเครื่องมือของชั้น comp set ไปแก้ปัญหาที่เกิดอีกชั้นหนึ่ง ถ้าแขกไม่เลือกประเทศคุณเพราะบินตรงน้อยลงหรือกังวลเรื่องความปลอดภัย ต่อให้คุณลดราคาห้องลง 20% เขาก็ยังไม่เห็นห้องคุณอยู่ดี

กรณีศึกษา เวียดนามแซงไทยในตลาดจีน 2025 — ตัวเลขบอกอะไร

ทีนี้มาดูของจริง ปี 2025 เป็นปีที่เห็นการกัดเซาะนี้ชัดที่สุดในรอบหลายปี เวียดนามรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมราว 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 20% และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แซงจุดสูงสุดเดิมก่อนโรคระบาดที่ราว 18 ล้านคน ที่สำคัญสำหรับโรงแรมไทยคือ ตลาดจีนกลายเป็นตลาดต้นทางอันดับ 1 ของเวียดนามที่ 5.28 ล้านคน โตถึงราว 41%

ฝั่งไทยเดินสวนทาง ปี 2025 ไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมราว 32.97 ล้านคน ลดลงราว 7% และตลาดจีนเหลือราว 4.47 ล้านคน ลดลงราว 34% จนจีนหล่นไปอยู่หลังมาเลเซียในฐานะตลาดต้นทางของไทย พูดให้เห็นภาพคือ ตลาดเดียวกันนี้ฝั่งหนึ่งโต 41% อีกฝั่งหด 34% ในปีเดียว

ตลาดจีน ปี 2025ไปเวียดนามมาไทย
จำนวนนักท่องเที่ยวจีน~5.28 ล้านคน~4.47 ล้านคน
เทียบปีก่อนราว +41%ราว −34%
อันดับในตลาดต้นทางอันดับ 1หล่นหลังมาเลเซีย
นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม~21.2 ล้านคน (+20%)~32.97 ล้านคน (−7%)

ที่มา: ตัวเลขฝั่งเวียดนามรวบรวมจากรายงานของเว็บไซต์ VnExpress และ GGRAsia ซึ่งอ้างข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม ส่วนตัวเลขฝั่งไทยอ้างอิงสถิตินักท่องเที่ยวปี 2025 และรายงานของสำนักข่าว Skift

ที่ต้องอ่านให้ขาดคือ เวียดนามไม่ได้ชนะแค่เรื่องปริมาณด้วยราคาถูก แต่กำลังไต่ขึ้นไปเล่นในเกมที่ไทยคิดว่าเป็นบ้านตัวเอง รายงานหลายฉบับชี้ว่าแบรนด์โรงแรมระดับโลกกำลังแห่เข้าเวียดนาม ฮานอยเตรียมเพิ่มห้องระดับ 4-5 ดาวหลายพันห้องภายในไม่กี่ปี และมีข้อตกลงใหญ่อย่าง Sun Group จับมือ Marriott International วางแผนเปิดโรงแรมและรีสอร์ตหลายแห่งในฟูก๊วกและหวุงเต่า โดยตลาด Luxury ในเวียดนามถูกคาดว่าจะโตเร็วราว 13% ต่อปี

อีกชั้นที่คนมักมองข้ามคือ การที่ไทยเสียตลาดจีนปี 2025 ไม่ได้มาจากราคาเป็นหลัก รายงานหลายฉบับรวมถึง Skift ชี้ว่าส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยที่สะเทือนหลังกรณีนักแสดงจีนถูกล่อลวงผ่านไทยช่วงต้นปี 2025 บวกกับปัจจัยในภูมิภาค จุดนี้สำคัญมากสำหรับคู่มือ เพราะมันคือหลักฐานสด ๆ ว่าถ้าวินิจฉัยผิดว่าเป็นเรื่องราคาแล้วรีบลดราคา ก็จะเสียเงินโดยไม่ได้ตลาดกลับ

💡 BoydWee เห็นว่า — คู่แข่งราคาถูกที่ชนะปริมาณ แล้วไต่ขึ้นเล่นเกมคุณค่า ทำให้คำว่า “เราพรีเมียม” ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป

เอาตรง ๆ ผมว่าสิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่ากลัวกว่าการตัดราคาธรรมดา คือมันมีสองชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกเวียดนามชนะปริมาณในตลาดจีนซึ่งเป็น source market ที่ใหญ่และอ่อนไหวราคาที่สุด ชั้นที่สองเวียดนามกำลังลงทุนกับฝั่ง Luxury อย่างจริงจัง แปลว่ามันไม่ได้อยู่แค่เลนราคาถูก แต่กำลังขยับมาเล่นเลนเดียวกับโรงแรม tier บนของไทย

ลองคิดดู ถ้าคู่แข่งที่เราเคยปลอบใจตัวเองว่า “เขาถูกกว่าก็จริง แต่เราคุณภาพดีกว่า” ดันทั้งชนะปริมาณและไต่ขึ้นมาเล่นเรื่องคุณภาพพร้อมกัน ประโยคปลอบใจนั้นก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะการพูดว่าเราพรีเมียมเป็นแค่คำพูดที่อีกฝั่งพูดได้เหมือนกัน ด้วยโรงแรมใหม่กว่า แบรนด์ระดับโลกชุดเดียวกัน และวีซ่าที่เข้าง่ายกว่า

สำหรับโรงแรมไทย จุดที่ผมว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดคือ เลิกนิยามข้อได้เปรียบด้วยคำคุณศัพท์อย่าง “หรู” หรือ “พรีเมียม” แล้วหันมานิยามด้วยสิ่งที่จับต้องได้และลอกยาก คู่แข่งซื้อตึก ซื้อแบรนด์ และผ่อนวีซ่าได้ในไม่กี่ปี แต่ซื้อฐานแขกที่กลับมาซ้ำสิบปี ความลึกของบริการที่พนักงานจำชื่อแขกได้ และประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่สะสมมานานไม่ได้ในชั่วข้ามคืน

นั่นแหละคือเส้นแบ่ง คนที่ตอบเรื่องนี้ด้วยการลดราคาจะค่อย ๆ เสียทั้งกำไรและภาพราคา ส่วนคนที่ตอบด้วยการสร้างเหตุผลใหม่ให้แขกเลือกเรา จะถือราคาไว้ได้แม้คู่แข่งจะใหม่กว่าและถูกกว่า

คู่มือ 4 ขั้น เมื่อปลายทางคู่แข่งแย่ง Source Market

ทีนี้มาถึงหัวใจ คือเปลี่ยนความตกใจให้เป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ทุกครั้งที่ตลาดต้นทางถูกแย่ง ผมสรุปเป็น 4 ขั้นที่เรียงตามลำดับการคิด ขั้นที่คนข้ามบ่อยที่สุดคือขั้นแรก เพราะมันคือการห้ามใจไม่ให้รีบแก้ก่อนรู้สาเหตุ

ขั้นที่ 1 — วินิจฉัยว่าเสีย source market เพราะอะไร อย่าเหมาว่าเป็นเรื่องราคา

ก่อนขยับราคาหรือทำแคมเปญใด ๆ ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าตลาดที่เสียไป เสียเพราะอะไรจริง ๆ เพราะการแก้ผิดสาเหตุคือการเสียเงินเปล่า ผมแยกสาเหตุที่แขกกลุ่มหนึ่งหายไปหาปลายทางคู่แข่งออกเป็น 4 กลุ่ม

สาเหตุอาการที่เห็นการลดราคาช่วยไหม
ราคาconversion ตกเฉพาะตอนราคาเราสูงกว่าคู่แข่งชัดช่วยได้ถ้าทำมีเป้า
ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยมีข่าวหรือ feedback เรื่องภาพลักษณ์ ความปลอดภัยไม่ช่วย ต้องแก้ที่ความเชื่อมั่น
การเข้าถึงเที่ยวบินตรงลดลง วีซ่ายากกว่าคู่แข่งไม่ช่วย เป็นเรื่องนอกโรงแรม
สินค้าและประสบการณ์คู่แข่งมีของใหม่ที่เราไม่มีไม่ช่วย ต้องยกระดับสินค้า

กรอบวินิจฉัยเชิงแนวคิดของ Gusornhai กรณีไทยเสียตลาดจีนปี 2025 เป็นตัวอย่างของสาเหตุกลุ่มความเชื่อมั่นและการเข้าถึง ไม่ใช่ราคาล้วน ตามที่สื่ออย่าง Skift รายงาน

กรณีไทยปี 2025 เป็นบทเรียนชัด ถ้าโรงแรมเห็นจีนหายแล้วรีบลดราคา ทั้งที่สาเหตุจริงส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเชื่อมั่นและการเข้าถึง การลดราคาก็แค่ทำลายฐานราคาตัวเองโดยไม่ได้แขกจีนกลับมาแม้แต่คนเดียว เพราะคนที่ไม่มาเพราะกังวลความปลอดภัย ไม่ได้ไม่มาเพราะห้องแพงไป 300 บาท

ขั้นที่ 2 — ดึงข้อมูลระดับ source market ก่อนตัดสินใจ

พอรู้ว่าต้องวินิจฉัยก่อน คำถามถัดมาคือดูจากอะไร นี่คือข้อมูลชุดที่ต้องมีในมือก่อนจะสรุปสาเหตุและเลือกการตอบสนอง ทุกชุดดึงได้จาก PMS, channel manager และข้อมูลรีวิวเป็นหลัก ไม่ต้องมี RMS ราคาแพง

ข้อมูลที่ต้องดึงบอกอะไร
Source market mixตลาดที่เสียคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ และเหลือตลาดอะไรรองรับ
ADR และ RevPAR แยกตลาดตลาดที่เสียเคยให้ราคาและ RevPAR ระดับไหน คุ้มที่จะสู้แค่ไหน
Channel mix แยกตลาดตลาดนั้นมาทาง OTA ราคาถูกหรือช่องทาง direct บอกความเปราะ
อัตราแขกที่กลับมาซ้ำฐานที่เหนียวแน่นแค่ไหน ตลาดไหนเป็นขาจรล้วน
เหตุผลการเลือกจาก feedbackคนไม่มาเพราะแพง หรือเพราะปัจจัยอื่นที่ราคาแก้ไม่ได้
ตัวแปรระดับปลายทางความจุที่นั่ง วีซ่า ภาพลักษณ์ความปลอดภัย เทียบคู่แข่ง

รายการนี้ดึงจาก PMS, channel manager และข้อมูลรีวิวได้เกือบทั้งหมด โรงแรมเล็กก็ทำได้ถ้ามีวินัย

จุดสำคัญคือ source market mix ตัวเดียวก็เปลี่ยนน้ำหนักการตัดสินใจได้แล้ว ถ้าตลาดที่เสียคิดเป็น 8% ของรายได้ การทุ่มทั้งโรงแรมไปกู้คืนมันคือการละเลยอีก 92% ที่เหลือ แต่ถ้าตลาดที่เสียคือ 30-40% ของรายได้ นั่นคือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องวางแผนระยะยาว ไม่ใช่แค่ทำโปรชั่วคราว

ขั้นที่ 3 — ตอบตามสาเหตุ สร้างข้อได้เปรียบที่ลอกยาก

พอวินิจฉัยและมีข้อมูลแล้ว การตอบสนองจะมีกฎที่จับต้องได้ ไม่ใช่ความรู้สึก หลักคือจับคู่การตอบสนองกับสาเหตุ ถ้าสาเหตุคือราคาจริง ปรับแบบมีเป้าเฉพาะ segment หรือช่วงที่ข้อมูลรองรับ แต่ถ้าสาเหตุคือความเชื่อมั่น การเข้าถึง หรือสินค้า การลดราคาคือคำตอบที่ผิดโจทย์

และไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไร มีการลงทุนหนึ่งอย่างที่คุ้มเสมอในเกมระยะยาว คือการสร้างข้อได้เปรียบที่ปลายทางคู่แข่งลอกตามได้ยาก เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้แขกเลือกเราโดยไม่ขึ้นกับว่าใครถูกที่สุด

ต้นทุนของการอยู่เฉย — ภาพสมมติถ้าปล่อยให้จีนบางส่วนไหลไปปลายทางคู่แข่ง

โรงแรมสมมติ150 ห้อง
ฐานปัจจุบันADR 3,800 × occ 70%
room-nights ที่ขายได้ต่อเดือน3,150 คืน
สัดส่วนตลาดจีน 25%~788 คืน
เสีย 30% ของฐานจีนให้ปลายทางคู่แข่ง−236 คืน/เดือน
รายได้ห้องที่หายต่อเดือน−897,000 บาท
ผลต่อ RevPAR−199 บาท/ห้อง (−7.5%)

ทุกตัวเลขเป็นสมมติฐานเพื่อแสดงภาพ (scenario) ไม่ใช่การรับประกันผลของโรงแรมรายใด จุดที่อยากชี้คือ การลดราคาเพื่อกู้จีนคืนมักไม่ได้ผลถ้าเสียเพราะความเชื่อมั่นหรือการเข้าถึง สิ่งที่ป้องกัน RevPAR ได้จริงในระยะยาวคือการกระจาย source market และสร้างฐานแขกที่กลับมาซ้ำกับช่องทาง direct เพื่อให้รายได้ไม่ผูกกับตลาดเดียว ตัวเลขจริงขึ้นกับ tier ทำเล และสัดส่วน source market ของแต่ละโรงแรม

ในทางปฏิบัติ การสร้างข้อได้เปรียบที่ลอกยากหมายถึงสามอย่างที่จับต้องได้ หนึ่งคือฐานแขกที่กลับมาซ้ำ ผ่านการเก็บข้อมูลแขกและทำให้เหตุผลในการกลับมาชัดกว่าราคา สองคือความลึกของบริการที่พนักงานจำแขกได้และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็น สามคือประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่ผูกกับทำเลและวัฒนธรรมจนคู่แข่งที่เพิ่งสร้างตึกใหม่ลอกไม่ได้ในชั่วข้ามปี

ขั้นที่ 4 — กระจาย source market และลงมือเป็นรอบ

ขั้นสุดท้ายคือลดความเปราะเชิงโครงสร้าง รากของปัญหาทั้งหมดคือ source market concentration คือการที่รายได้ก้อนใหญ่ผูกกับตลาดต้นทางไม่กี่ตลาด พอตลาดใดตลาดหนึ่งถูกแย่ง รายได้ทั้งก้อนสะเทือนทันที

ทางแก้คือกระจายให้สมดุลขึ้น เติมน้ำหนักตลาด Domestic และ Short-haul ในเอเชียที่ฟื้นเร็วและพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยกว่า โดย TAT ระบุว่าตลาดเอเชียระยะใกล้คิดเป็นราว 65% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมรักษาฐาน Long-haul ที่ให้คุณค่าสูงไว้ เป้าหมายไม่ใช่หาตลาดเดียวมาแทนจีนทั้งก้อน แต่ทำให้ไม่มีตลาดไหนใหญ่จนสะเทือนทั้งโรงแรมเมื่อหายไป

และทั้งหมดนี้ต้องทำเป็นรอบ ไม่ใช่ตอบครั้งเดียวแล้วจบ ตั้งจังหวะทบทวน source market mix และ pickup เป็นประจำ ปรับทีละน้อยอย่างมีวินัย เพราะการกัดเซาะจากปลายทางคู่แข่งเป็นเรื่องระยะยาว คนที่เฝ้าดูสม่ำเสมอจะเห็นสัญญาณก่อนและขยับทัน ส่วนคนที่ดูปีละครั้งจะรู้ตัวตอนตลาดหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — 4 ขั้นที่เริ่มได้สัปดาห์นี้

  1. วินิจฉัยก่อนแก้ — เปิดดูตลาดต้นทางที่หดลง แล้วถามว่าหายเพราะราคา ความเชื่อมั่น การเข้าถึง หรือสินค้า อย่ารีบสรุปว่าเป็นเรื่องราคา
  2. ดึงข้อมูลระดับ source market — ดู source market mix, ADR และ channel mix แยกตลาด พร้อมอัตราแขกที่กลับมาซ้ำ เพื่อรู้ขนาดปัญหาและความเปราะจริง
  3. ตอบตามสาเหตุ + ลงทุนสิ่งที่ลอกยาก — ถ้าไม่ใช่เรื่องราคา อย่าลดราคา ให้ลงทุนกับฐานแขกที่กลับมาซ้ำ บริการ ประสบการณ์เฉพาะถิ่น และช่องทาง direct แทน
  4. กระจายตลาดและทบทวนเป็นรอบ — เติม Domestic และ Short-haul ลดการพึ่งตลาดเดียว แล้วตั้งจังหวะทบทวน source market mix กับ pickup สม่ำเสมอ

(ตัวอย่างและตัวเลขในบทความเป็นภาพประกอบเชิงทิศทาง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การกำหนดราคาและการวาง source market mix ควรพิจารณาข้อมูลเฉพาะของโรงแรมแต่ละแห่ง)

คำถามที่พบบ่อย

ปลายทางคู่แข่งแย่ง source market ต่างจากวิกฤต demand แบบโควิดอย่างไร?

ต่างที่ความเร็วและสาเหตุ วิกฤต demand แบบโควิด สงคราม หรือราคาน้ำมัน คือแรงกระแทกภายนอกที่ทำให้ source market หายฉับพลันและมักกลับมาเมื่อเหตุคลี่คลาย ส่วนการที่ปลายทางคู่แข่งแย่งตลาดคือการกัดเซาะเชิงโครงสร้างที่ค่อยเป็นค่อยไปและไม่กลับมาเองเมื่อแขกเปลี่ยนปลายทางถาวร กรณีแรกต้องรับมือเรื่องจังหวะและวินัยราคา กรณีหลังต้องวินิจฉัยว่าทำไมแขกถึงเลือกอีกปลายทางและสร้างเหตุผลใหม่ให้เขากลับมา

เสีย source market ให้ปลายทางคู่แข่ง ต้องลดราคาสู้ไหม?

ส่วนใหญ่ไม่ เพราะเมื่อคู่แข่งคือทั้งปลายทาง การลดราคาห้องของโรงแรมเดียวแก้การตัดสินใจระดับจะไปประเทศไหนไม่ได้ ถ้าแขกเลือกอีกปลายทางเพราะการเข้าถึงสะดวกกว่าหรือความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย การลดราคาคือการเสียกำไรโดยไม่ได้ตลาดกลับ การลดราคาควรทำเฉพาะเมื่อข้อมูลยืนยันว่าสาเหตุคือราคาจริง ๆ และทำแบบมีเป้า ไม่ใช่เป็นปฏิกิริยาแรก

รู้ได้อย่างไรว่าเสียตลาดเพราะราคา หรือเพราะความเชื่อมั่นหรือการเข้าถึง?

ดูจากหลายสัญญาณประกอบกัน ถ้า conversion ตกแต่ราคาเทียบคู่แข่งยังใกล้เคียงเดิม มักไม่ใช่เรื่องราคา ถ้าจำนวนค้นหาปลายทางหรือเที่ยวบินตรงลดลง มักเป็นเรื่องการเข้าถึง ถ้ามีข่าวหรือ feedback เรื่องความปลอดภัยหรือภาพลักษณ์ มักเป็นเรื่องความเชื่อมั่น การอ่าน guest feedback และเหตุผลการยกเลิกช่วยแยกได้ว่าคนไม่มาเพราะแพง หรือเพราะปัจจัยอื่นที่ราคาแก้ไม่ได้

โรงแรมเล็กที่ไม่มี RMS ใช้คู่มือนี้ได้ไหม?

ได้ ข้อมูลหลักอย่าง source market mix, channel mix, อัตราแขกที่กลับมาซ้ำ และ ADR แยกตลาด ดึงได้จาก PMS และไฟล์การจองเกือบทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมี RMS ราคาแพง สิ่งที่สำคัญกว่าเครื่องมือคือวินัยในการวินิจฉัยสาเหตุก่อนตอบ และความสม่ำเสมอในการดูสัดส่วนตลาดและเหตุผลการเลือกของแขก โรงแรม boutique ที่รู้จักแขกตัวเองดีมักวินิจฉัยได้แม่นกว่าโรงแรมใหญ่ที่มีเครื่องมือแต่ไม่ได้อ่านสัญญาณ

ถ้าตลาดจีนถูกแย่งไป ควรกระจายไป source market ไหนแทน?

หันไปเติมน้ำหนักตลาดที่ฟื้นเร็วและพึ่งปัจจัยภายนอกน้อยกว่า โดยเฉพาะ Domestic และ Short-haul ในเอเชีย ซึ่ง TAT ระบุว่าตลาดเอเชียระยะใกล้คิดเป็นราว 65% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมรักษาฐาน Long-haul ที่ให้คุณค่าสูงไว้ เป้าหมายไม่ใช่หาตลาดเดียวมาแทนจีนทั้งก้อน แต่กระจายให้สมดุลขึ้นเพื่อให้รายได้ไม่ผูกกับตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปเมื่อเกิดแรงกระแทกรอบหน้า

สร้างข้อได้เปรียบที่ลอกยากหมายถึงอะไรในทางปฏิบัติ?

หมายถึงสิ่งที่ปลายทางคู่แข่งซื้อด้วยเงินทุนทางลัดไม่ได้ในเวลาสั้น คู่แข่งสร้างโรงแรมใหม่ ลงทุนสนามบิน และผ่อนวีซ่าได้ แต่สร้างฐานแขกที่กลับมาซ้ำหลายปี ความลึกของบริการที่พนักงานจำแขกได้ และประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่ลอกไม่ได้ในชั่วข้ามคืนไม่ได้ การลงทุนกับสามอย่างนี้พร้อมช่องทาง direct ที่เก็บข้อมูลแขกเอง คือการสร้างเหตุผลให้แขกเลือกเราที่ไม่ขึ้นกับราคาถูกที่สุด

ศัพท์ที่ใช้ในคู่มือนี้

Source market
ตลาดต้นทาง

ประเทศหรือภูมิภาคต้นทางที่นักท่องเที่ยวเดินทางมา การดูสัดส่วนรายได้ตาม source market ช่วยให้รู้ว่าตลาดที่เสียไปคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้โรงแรม

Source market concentration
การกระจุกตัวของตลาดต้นทาง

ระดับที่รายได้ของโรงแรมผูกกับตลาดต้นทางไม่กี่ตลาด ยิ่งกระจุกมาก ยิ่งเปราะเมื่อตลาดใดตลาดหนึ่งถูกแย่งหรือสะดุด

Destination rival
ปลายทางคู่แข่ง

ประเทศหรือเมืองปลายทางอื่นที่แย่งความสนใจของนักท่องเที่ยวจากต้นทางเดียวกัน ต่างจาก comp set ที่เป็นโรงแรมในทำเลเดียวกัน เพราะการแข่งเกิดที่ระดับการเลือกปลายทาง ไม่ใช่ระดับการเลือกโรงแรม

RevPAR
Revenue per Available Room

รายได้ต่อห้องว่างขาย คำนวณจากรายได้ห้องพักหารด้วยจำนวนห้องที่มีขาย หรือ Occupancy คูณ ADR เป็นตัวชี้วัดหลักที่รวมทั้งราคาและอัตราเข้าพักไว้ในตัวเดียว

Repeat guest
แขกที่กลับมาซ้ำ

แขกที่เคยเข้าพักแล้วกลับมาจองอีก เป็นฐานรายได้ที่ต้นทุนการได้มาต่ำและคู่แข่งลอกได้ยาก เพราะสร้างจากประสบการณ์และความสัมพันธ์สะสมหลายปี

แหล่งข้อมูลและการอ้างอิง:
  • เวียดนามรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21.2 ล้านคนในปี 2025 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายงานโดยเว็บไซต์ VnExpress
  • นักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนาม 5.28 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 41% ขึ้นเป็นตลาดต้นทางอันดับหนึ่งของเวียดนาม รายงานโดยเว็บไซต์ GGRAsia
  • นักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดลงจนมาเลเซียแซงขึ้นเป็นตลาดต้นทางอันดับหนึ่ง รายงานโดยสำนักข่าว Skift และ Nation Thailand
  • เวียดนามเร่งลงทุนโรงแรมระดับ Luxury โดยแบรนด์โรงแรมระดับโลก รายงานโดยเว็บไซต์ VOV
  • ตลาดโรงแรมระดับ Luxury ของเวียดนามถูกคาดว่าจะเติบโตเร็ว ตามรายงานของบริษัทวิจัย Mordor Intelligence
  • หลักฐานเรื่องการรักษาราคาดีกว่าการลดราคาในช่วงขาลง อ้างอิงงานวิจัยของ Cornell ร่วมกับ STR ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในคู่มือรับมือวิกฤต demand ฉบับคู่กันของ Gusornhai

อยากวินิจฉัยว่าโรงแรมคุณเสีย source market เพราะอะไร และวางเกมสร้างข้อได้เปรียบที่ปลายทางคู่แข่งลอกยาก — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗