Site icon ไม่มีใครสอน กูสอน-การตลาดโรงแรมยุคใหม่ Drive ด้วย Data

BAR levels คืออะไร: ตั้งราคาเดียวทั้งปี = ทิ้งเงิน 2 ทางพร้อมกัน

A man in a suit stands on the right, smiling at the camera. Thai text and English words about pricing and a blog by BoydWee are displayed on a red background to the left of him.

GUSORNHAIHotel Revenue Management
Revenue Management · Pricing

BAR levels คืออะไร: ตั้งราคาเดียวทั้งปี = ทิ้งเงิน 2 ทางพร้อมกัน

ราคาเดียวทั้งปีจะถูกไปสำหรับคืน peak และแพงไปสำหรับคืน low เสมอ — เพราะ Demand ไม่เคยนิ่ง แต่ราคาของคุณนิ่ง

คำตอบสั้น

BAR levels คือชุดราคา BAR หลายระดับต่อ room type (ราว 6–12 ระดับ) ไล่จาก low ใกล้ Rate Floor ถึง peak ใกล้ ceiling โดยรักษา differential ระหว่าง room type คงที่ แล้วขยับขึ้นตาม Demand/Pickup ด้วยหลัก “sell from, price up” ส่วน rate fence คือเงื่อนไขแยก rate tier กันลูกค้า trade down มี 2 แบบ: physical (ห้องจริง) และ non-physical (เงื่อนไขจอง)

โรงแรมที่ตั้ง Standard 1,200 เท่ากันทั้งปี — คืนศุกร์ปลายเดือนที่เต็มตั้งแต่ 10 วันก่อน ราคานั้น “ถูกไป” (ควรได้ 1,800) ส่วนคืนอังคารเงียบ ราคาเดิม “แพงไป” คนที่ยอมจ่าย 950 เลื่อนผ่าน ห้องว่างทั้งคืน นี่คือ “ทิ้งเงิน 2 ทางพร้อมกัน” — ทางออกไม่ใช่เดาราคาใหม่ทุกวัน แต่คือสร้างบันได

BAR levels = บันไดราคาที่ตั้งไว้ล่วงหน้า

แทนที่จะคิดราคาใหม่ทุกเช้า (ซึ่งกลายเป็นปรับมั่ว) คุณกำหนด “ขั้น” ไว้ก่อน เช่น 6 ขั้น เวลา Demand เปลี่ยนก็แค่เลื่อนขึ้น-ลงระหว่างขั้นที่เตรียมไว้ การตัดสินใจเหลือแค่ “วันนี้ควรอยู่ขั้นไหน” ไม่ใช่ “วันนี้ควรตั้งกี่บาท” และทุกขั้นผูกกับ logic (Occupancy threshold/Pickup) ไม่ใช่อารมณ์

ระดับ Standard Deluxe (+250) เปิดเมื่อ (Occupancy ตัวอย่าง)
L1 — Low 900 1,150 OTB ต่ำ / lead time ไกล
L2 1,040 1,290 30–45%
L3 — Base 1,180 1,430 45–60%
L4 1,320 1,570 60–75%
L5 1,460 1,710 75–88%
L6 — Peak 1,600 1,850 >88% / Pickup แรง

ตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่ราคาแนะนำ — L1 ต้องไม่ต่ำกว่า Rate Floor (พื้น), L6 = ceiling (เพดานที่ตลาดยอมจ่าย), Deluxe ขยับขนาน Standard ทุกขั้นด้วยส่วนต่างคงที่

หัวใจคือ sell from, price up

โรงแรมส่วนใหญ่ทำกลับด้าน — เปิดสูง (L5–L6) แล้วพอใกล้วันห้องยังว่างก็ตกใจลดมา L2–L3 ซึ่งสอนตลาดว่า “รอแล้วถูกลง” หลักที่ถูกคือเปิดที่ระดับ Base แล้วไล่ขึ้นเมื่อ Pickup เร่ง คนจองก่อนได้ราคาดี คนมาทีหลังจ่ายแพงตาม Demand จริง — เป็นธรรมและตลาดยอมรับ

Rate fence — “ราว” กันคนเลื่อนลงขั้นถูกฟรีๆ

ถ้าราคา 900 กับ 1,600 ได้ของเหมือนกัน ทุกคนก็จอง 900 บันไดพังทันที rate fence ทำให้ราคาต่ำกว่า “ต้องแลกกับเงื่อนไขที่มากกว่า” มี 2 แบบ:

  • Physical fence — ความต่างของห้องจริง: ขนาด, วิว, ชั้น, ห้องมุม, ระเบียง (ลูกค้าเห็นความต่างชัด)
  • Non-physical fence — เงื่อนไขจอง: advance purchase, non-refundable/prepaid, minimum LOS, membership, inclusion (รวม/ไม่รวมอาหารเช้า), channel-only

กฎเดียวที่ต้องจำ: ยิ่งราคาต่ำ เงื่อนไขยิ่งมาก — ขั้นล่างให้ส่วนลดแลกความแน่นอน (จ่ายก่อน คืนไม่ได้ พักหลายคืน) ขั้น peak ขายความยืดหยุ่นได้เต็มเพราะ Demand สูงอยู่แล้ว

บันได + ราว + พื้น + เพดาน = ระบบที่สมบูรณ์

BAR levels คือบันได, rate fence คือราว, Rate Floor คือพื้น, ceiling คือเพดาน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งระบบก็เอียง — มีบันไดไม่มีราว คนเลื่อนลงล่างหมด มีราวไม่มีพื้น เสี่ยงขายต่ำกว่าทุน

วันนี้ลองหยิบ room type หลักมา 1 ตัว ร่างบันได 6 ขั้นจาก Rate Floor ขึ้นไปถึงราคาที่เคยขายได้ในคืนดีที่สุด — คุณตั้งราคากี่ระดับอยู่ตอนนี้? คอมเมนต์มาเล่า · อยากได้เครื่องมือช่วยหา “พื้น” ก่อนสร้างบันได Room Cost Tool เวอร์ชันใหม่กำลังจะมา ทักไลน์ @BoydWee พิมพ์โค้ด Roomcal เข้า waitlist

คำถามที่พบบ่อย

BAR level คืออะไร?
ระดับราคาหนึ่งในชุดราคา BAR หลายระดับ (ราว 6–12) ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าต่อ room type ไล่จากต่ำสุด (ใกล้ Rate Floor) ถึงสูงสุด (ceiling) เวลา Demand เปลี่ยน เลื่อนขึ้น-ลงระหว่างระดับที่เตรียมไว้ แทนคิดราคาใหม่ทุกวัน
Rate fence คืออะไร มีกี่แบบ?
เงื่อนไขที่แยกแต่ละ rate tier และกันลูกค้า trade down ไปราคาถูกง่ายๆ มี 2 แบบ: physical fence (ความต่างของห้องจริง — ขนาด/วิว/ชั้น) และ non-physical fence (เงื่อนไขจอง — advance purchase, non-refundable, minimum LOS, membership, inclusion) หลักคือยิ่งราคาต่ำ เงื่อนไขยิ่งมาก
สร้าง BAR grid เริ่มยังไง?
หา Rate Floor (พื้น) และ ceiling (เพดาน) ก่อน แบ่งช่วงเป็น 6–12 ขั้น กำหนด differential ระหว่าง room type ให้คงที่ ผูกแต่ละขั้นกับ Occupancy/Pickup trigger แล้วติด rate fence ให้ขั้นล่างแน่นกว่าขั้นบน เริ่มทดลองกับ room type หลักตัวเดียวก่อน
หมายเหตุ: ตาราง BAR grid และตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างประกอบ ปรับตาม cost + comp set จริง
GUSORNHAI · Hotel Revenue Management
Spread the love
Exit mobile version