Site icon ไม่มีใครสอน กูสอน-การตลาดโรงแรมยุคใหม่ Drive ด้วย Data

Denial & Regret Data: Demand ที่คุณมองไม่เห็นและวิธีเก็บให้ได้ · Gusornhai

ภาพประกอบบทความ Denial & Regret Data: Demand ที่คุณมองไม่เห็นและวิธีเก็บให้ได้ · Gusornhai

Demand ที่คุณมองไม่เห็น - ภาพประกอบบทความ Gusornhai

GUSORNHAI
Data Foundation
Data Foundation

Demand ที่คุณมองไม่เห็น: ทำไมต้องเก็บ denial & regret ตั้งแต่ตอนนี้

Denial คือ Demand ที่ถูกปฏิเสธ Regret คือโอกาสที่พลาด ข้อมูลสองชุดนี้ไม่เคยอยู่ใน PMS ของคุณเลย — เพราะ PMS เก็บแค่ booking ที่เกิดขึ้นจริง ถ้าคุณสร้าง Forecast โดยไม่มีข้อมูลสองชุดนี้ คุณกำลัง Forecast จากภาพที่ไม่ครบ

โดย BoydWee

คำตอบสั้นๆ

Denial data คืออะไรและ regret data คืออะไรในบริบทโรงแรม? Denial คือ Demand ที่ถูกปฏิเสธ — ลูกค้าโทรมา แต่โรงแรมเต็ม ไม่มีห้อง หรือ OTA ปิด availability ไปแล้ว Regret คือโอกาสที่พลาด — คุณขายห้องได้ แต่ราคาต่ำกว่าที่ตลาดพร้อมจ่าย ข้อมูลสองชุดนี้ไม่เคยอยู่ใน PMS เลย เพราะ PMS เก็บแค่ booking ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ Demand ที่มีอยู่ทั้งหมด

รายงาน Occupancy 78% ของคุณ อาจซ่อน Demand 95% ไว้เงียบๆ

สมมุติโรงแรม 100 ห้อง วันหยุดยาวสงกรานต์ปีที่แล้ว รายงานบอกว่า Occupancy 78% ADR 2,200 บาท RevPAR ดูดี คุณพอใจ

แต่ในช่วงเดียวกัน ทีม reservation รับโทรศัพท์ 34 สาย ที่ต้องบอก “เต็มแล้วค่ะ” และ OTA ของคุณมีห้อง Superior เปิดอยู่ในราคา 1,800 บาท ทั้งที่คืนนั้นราคาห้องเดียวกันของโรงแรมข้างๆ อยู่ที่ 2,800 บาท และยังมีคนจอง (ตัวอย่างประกอบ)

ถ้ารวม Demand จริงที่ถูก turn away เข้าไป unconstrained Demand วันนั้นอาจอยู่ที่ 95%+ แปลว่าคุณไม่ได้ “เกือบเต็ม” — คุณ เต็มและมีคนรอเป็นคิว โดยที่ไม่รู้ตัว และ ADR ที่ตั้งไว้ก็ต่ำกว่าที่ตลาดยอมจ่าย

ทำไม Forecast ส่วนใหญ่ถึง “ต่ำกว่าความจริง” เสมอ

Forecast ที่สร้างจาก historical booking ล้วนๆ คือ constrained Forecast — มันบอกว่าคุณจะขายได้เท่าไหร่ภายใต้ข้อจำกัดที่มี ไม่ใช่ Demand จริงในตลาด ผลลัพธ์คือทุกครั้งที่คุณวาง pricing strategy บน constrained Forecast คุณกำลังขับรถโดยมองกระจกหลัง แต่กระจกหลังถูกบัง 30%

วิธีเก็บ denial & regret โดยไม่ต้องรอ RMS

1

Reservation Log: เริ่มวันนี้ ไม่ต้องรอซื้อระบบ

ทุกครั้งที่ทีม reservation ต้องปฏิเสธลูกค้า ให้บันทึกใน spreadsheet ง่ายๆ:

  • วันที่ลูกค้าต้องการพัก
  • ประเภทห้องที่ขอ (Superior, Deluxe, Suite)
  • จำนวนห้องที่ขอ
  • ราคาที่ลูกค้าเสนอหรือถาม (ถ้าบอก)
  • เหตุผล: เต็ม / ไม่มีห้องประเภทนี้ / ราคาไม่ตรง

แค่นี้คือ denial log ที่ใช้งานได้จริง ไม่ต้องรอ PMS upgrade

2

CRS Turn-Away Fields

ถ้า property ของคุณผ่าน GDS หรือมี CRS ที่รองรับ ระบบเหล่านี้มักมี field สำหรับ “refused booking” หรือ “regret reason” อยู่แล้ว แต่โรงแรมส่วนมากไม่เคยเปิดใช้ ลองเช็กกับ CRS provider ของคุณว่า field เหล่านี้มีหรือเปล่า และตั้งค่าให้ทีมกรอกเป็น routine

3

OTA Rate-Parity Monitoring เพื่อจับ Regret

Regret signal หนึ่งที่อ่านได้ง่ายคือ rate gap ระหว่าง OTA ของคุณกับ competitor ที่ยังขายได้ในวันเดียวกัน ถ้า compset ขายสูงกว่าคุณ 40% และ sold out ก่อน นั่นคือ regret data ชัดเจน — คุณตั้งราคาต่ำกว่าที่ควร ใช้ rate shopping tool (แม้แต่ฟรีอย่าง OTA Insight basic) monitor ทุกสัปดาห์

4

Walk-in Turn-Away Log

ลูกค้า Walk-in ที่มาถึงหน้าเคาน์เตอร์แล้วต้องกลับไปเพราะเต็ม คือ denial data ที่ strong ที่สุด เพราะ purchase intent 100% ให้ front desk log วันที่, จำนวนคน, และห้องที่ขอทุกครั้ง

เก็บมาแล้วทำอะไรได้บ้าง

ข้อมูล denial & regret ที่สะสมไว้ 3-6 เดือนช่วยให้คุณทำสิ่งที่ constrained data ทำไม่ได้:

  • ระบุ “วันที่มองข้ามมาตลอด” — ดูว่า denial สูงซ้ำในวันไหน เดือนไหน เทศกาลไหน วันเหล่านั้นคือวันที่คุณควรตั้งราคาสูงกว่าปกติ และปิด discount หรือ promotion ล่วงหน้า
  • ปรับ unconstrained Demand Forecast — เอา denial volume มาบวกกับ booked Demand เพื่อให้เห็น Demand จริง 78 ห้องที่ขายได้ + 34 การ turn-away = unconstrained Demand 112 room-nights
  • ตัดสินใจเรื่อง minimum Length of Stay (MinLOS) — ถ้า denial สูงใน Saturday และ Sunday เดินทางคนละวัน อาจถึงเวลาพิจารณา MinLOS 2 คืนในช่วงนั้น
  • วัดผลกลยุทธ์ได้จริง — ถ้า denial ลดลงหลังจากคุณปรับ rate หรือเปิด channel เพิ่ม นั่นคือสัญญาณที่อ่านได้ว่ากลยุทธ์ทำงาน

โรงแรมที่เริ่มเก็บ denial data วันนี้ จะมีข้อมูล 12 เดือนที่ใช้งานได้จริงในปีหน้า

ส่วนโรงแรมที่รอระบบสมบูรณ์ก่อนจึงค่อยเริ่ม จะยังคงสร้าง Forecast จากภาพที่ไม่ครบอยู่เช่นเดิม เริ่มต้นจาก Google Sheet เดียว แล้วค่อยๆ สร้าง discipline ไปพร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อย

denial data กับ regret data ต่างกันอย่างไร และโรงแรมเล็กต้องเก็บทั้งคู่ไหม?
Denial คือ Demand ที่ถูกปฏิเสธเพราะไม่มีสิ่งที่ลูกค้าต้องการ — ห้องเต็ม, ห้องประเภทนั้นไม่มี, หรือ availability ปิดบน channel Regret คือการขายได้แต่ราคาต่ำกว่าที่ตลาดยอมจ่าย โรงแรมเล็กควรเริ่มจาก denial ก่อน เพราะเก็บง่ายและให้ insight เรื่อง peak Demand ชัดเจนที่สุด regret ค่อยเพิ่มในภายหลังเมื่อมีระบบ rate monitoring ที่สม่ำเสมอแล้ว
ถ้าไม่มี CRS หรือ PMS ที่รองรับ จะเก็บ denial ยังไงได้บ้าง?
เริ่มจาก Google Sheet หรือ Excel ง่ายๆ กำหนด column 5 ช่อง: วันที่พัก, ประเภทห้อง, จำนวนห้อง, ช่องทาง (โทรศัพท์/Walk-in/OTA), เหตุผลที่ปฏิเสธ ให้ทีม reservation กรอกทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบในวันแรก แค่สม่ำเสมอ 3 เดือนก็เริ่มเห็น pattern ที่ actionable ได้แล้ว
เก็บ denial & regret มาแล้ว นำไปใช้ใน Forecast ยังไง?
นำ denial volume มาบวกกับ booked Demand ในวันเดียวกันเพื่อสร้าง unconstrained Demand estimate สำหรับแต่ละ date และห้องประเภทนั้น จากนั้นใช้ตัวเลขนี้เป็นเพดานบน Forecast แทนที่จะใช้แค่ booking จริง วิธีนี้ช่วยให้ pricing decision บน peak dates ไม่ถูก “กดต่ำ” โดย historical booking ที่ถูก constrain ไว้ ดูรายละเอียดวิธีสร้าง Demand Forecast ที่ /hotel-Demand-Forecast
Spread the love
Exit mobile version