Occupancy 70% แต่กำไรน้อยกว่าปีก่อน — วิกฤต Margin ที่แท้จริงของโรงแรมไทยในปี 2569
ถ้าคุณรู้สึกว่าโรงแรมไม่ได้ว่าง แต่กระแสเงินสดยังรู้สึก “ตึง” อยู่ดี — คุณไม่ได้คิดผิด นี่คือปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในโรงแรมไทยจำนวนมาก: Occupancy ยังโอเค แต่กำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ลดลง เพราะโครงสร้างต้นทุนเดินตามไม่ทัน Revenue ที่โตช้าลง
สามแรงกดดันที่กำลังกินกำไรพร้อมกัน คือ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น (Labor Cost ปรับตัวสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ที่หา Staff ยาก), ค่าพลังงาน (ราคาไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มสูงขึ้นตาม Global Oil Price), และ OTA Commission (เฉลี่ย 15-25% ของรายได้ห้องพัก) รวมกัน สามส่วนนี้กินรายได้ไปมากกว่า 50% ก่อนที่จะนับค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่น
ผลลัพธ์ที่นักวิจัยเรียกว่า “Profitability Paradox” คือ โรงแรมที่ดูเหมือนทำงานดีจาก Occupancy แต่กลับมี GOPPAR (Gross Operating Profit Per Available Room) ต่ำลงกว่าปีก่อน เพราะวิ่งตาม Occupancy โดยไม่ดูว่าแต่ละห้องที่ขายไปนั้น “คุ้ม” หรือเปล่า
🏨 ใครเสี่ยงที่สุด?
โรงแรมขนาด 60-150 ห้อง ระดับ 3-4 ดาว ที่ OTA Dependency สูงเกิน 60% และยังไม่มีระบบ Revenue Management ที่ track ต้นทุนต่อห้องขายได้ (Cost per Occupied Room) — กลุ่มนี้คือเป้าหมายของ Margin Erosion ที่ชัดเจนที่สุด เพราะลด Rate ตาม Competition ได้ง่าย แต่ขึ้น Rate ทำยาก
⚡ Action Required สัปดาห์นี้
คำนวณ GOPPAR ของเดือนที่ผ่านมา: เอา Gross Operating Profit (รายได้ทั้งหมด ลบค่าใช้จ่ายดำเนินการ ก่อนหัก Depreciation และ Debt) หารด้วยจำนวนห้องทั้งหมด ถ้า GOPPAR ลดลงจากปีก่อนมากกว่า 10% ทั้งที่ Occupancy ใกล้เคียงกัน — นั่นคือ Signal ว่าต้นทุนโตเร็วกว่า Rate ที่คุณ Charge อยู่ ดังนั้นต้องดู Strategy ของแต่ละโรงแรมว่าเหมาะสมกับ เน้น Occ.% Strategy หรือ ADR ที่ต้องเข้าใจ Demand ของตัวเอง
📊 เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
โรงแรม 100 ห้อง เดือน เม.ย. ปีนี้ vs ปีก่อน:
ปีก่อน: Occ 72%, ADR 2,400 = Revenue 5.18M บาท / Labor+Energy+OTA = 2.85M (55%) / GOP = 2.33M
ปีนี้: Occ 70%, ADR 2,300 (ลดแข่งตลาด) = Revenue 4.83M / Labor+Energy+OTA = 2.80M (58%) / GOP = 2.03M
Revenue หายไป 350,000 บาท แต่ GOP หายไป 300,000 บาท — เพราะต้นทุนไม่ได้ลดตามสัดส่วน

