Site icon ไม่มีใครสอน กูสอน-การตลาดโรงแรมยุคใหม่ Drive ด้วย Data

AOT เปิดเส้นทาง โฮจิมินห์–ภูเก็ต กับ ดูไบ–กรุงเทพ — ที่นั่งเครื่องบินคือ demand ที่มาก่อน pickup

ภาพเครื่องบินกำลังลงจอดพร้อมเส้นทางบินใหม่จากโฮจิมินห์เข้าภูเก็ตและดูไบเข้ากรุงเทพ สื่อการอ่านความจุที่นั่งเป็นสัญญาณ demand ล่วงหน้าของโรงแรมไทย

ทำไม Revenue Manager ที่รอเห็นเลขใน pickup ก่อนค่อยขยับ มักช้ากว่าตลาด — ตารางบินใหม่คือสัญญาณ demand ล่วงหน้าที่อ่านได้ฟรี แต่แทบไม่มีโรงแรมไหนตั้งระบบอ่าน

AOT เปิดเส้นทาง โฮจิมินห์–ภูเก็ต กับ ดูไบ–กรุงเทพ — ที่นั่งเครื่องบินคือ demand ที่มาก่อน pickup

Market Demand

ทำไม Revenue Manager ที่รอเห็นเลขใน pickup ก่อนค่อยขยับ มักช้ากว่าตลาด — ตารางบินใหม่คือสัญญาณ demand ล่วงหน้าที่อ่านได้ฟรี แต่แทบไม่มีโรงแรมไหนตั้งระบบอ่าน

TL;DR:
  • แหล่งข้อมูลและสาระหลัก: Nation Thailand (6 ก.ค. 2569) รายงาน AOT ผนึก Vietnam Airlines เปิดเส้นทาง โฮจิมินห์–ภูเก็ต 4 เที่ยว/สัปดาห์ ความจุกว่า 39,520 ที่นั่ง/ปี (เที่ยวปฐมฤกษ์ 2 ก.ค.) และ flydubai บินตรง ดูไบ–กรุงเทพ วันละ 1 เที่ยวตั้งแต่ 1 ก.ค. เพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยว 15 ก.ย. — เที่ยวบินดูไบ-ไทยรวมสูงสุด 28 เที่ยว/สัปดาห์
  • ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: ครึ่งปีแรกแขกเวียดนามเข้าไทยแล้วกว่า 300,000 คน ตะวันออกกลางกว่า 180,000 คน — ความจุที่นั่งที่เพิ่มขึ้นคือ demand ล่วงหน้าของภูเก็ตกับกรุงเทพที่ประกาศพร้อมวันเริ่มบินชัดเจน ก่อนเลขจะโผล่ใน รายงาน pickup ของโรงแรมหลายสัปดาห์
  • สัญญาณการลงมือทำ: ตั้ง baseline สัดส่วนแขกเวียดนามและตะวันออกกลางจาก PMS วันนี้ แล้ววาง demand calendar พร้อมติดตาม pickup รายสัปดาห์ — โดยเฉพาะหมุดวันที่ 15 กันยายนที่ความจุจากดูไบเพิ่มเท่าตัว

Nation Thailand รายงานเมื่อ 6 กรกฎาคม 2569 ว่า AOT (ท่าอากาศยานไทย) เดินหน้ากลยุทธ์ขยายเครือข่ายการบินระหว่างประเทศผ่านความร่วมมือกับสายการบินจากตลาดศักยภาพสูง deal ที่เป็นรูปธรรมแล้วมี 2 สาย: บันทึกข้อตกลงกับ Vietnam Airlines เปิดเส้นทาง โฮจิมินห์–ภูเก็ต 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ เพิ่มความจุกว่า 39,520 ที่นั่งต่อปี โดยเที่ยวปฐมฤกษ์ VN621 ลงจอดภูเก็ตไปเมื่อ 2 กรกฎาคม และผลจากการเจรจาในงาน Routes World 2025 ที่ทำให้ flydubai เปิดบินตรง ดูไบ–กรุงเทพ วันละ 1 เที่ยวตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ก่อนเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยวตั้งแต่ 15 กันยายน 2569 ดันจำนวนเที่ยวบินดูไบ-ไทยขึ้นไปแตะเพดาน 28 เที่ยวต่อสัปดาห์

ข่าวแบบนี้ผ่านหน้าฟีดโรงแรมส่วนใหญ่ไปเงียบ ๆ เพราะดูเป็นเรื่องของสนามบินกับสายการบิน แต่เอาตรง ๆ นี่คือข้อมูล demand ล่วงหน้าที่มีวันเริ่มแปะอยู่บนปฏิทิน — แขกเวียดนามเข้าไทยครึ่งปีแรกกว่า 300,000 คน ตะวันออกกลางกว่า 180,000 คน และตอนนี้ทั้ง 2 ตลาดเพิ่งได้ท่อส่งตรงเข้าภูเก็ตกับกรุงเทพเพิ่ม คำถามเดียวคือ ระหว่างที่ความจุพวกนี้ทยอยเติมเข้ามา โรงแรมคุณจะรู้ตัวจากตารางบินวันนี้ หรือรู้ตัวตอนเลขโผล่ใน pickup ซึ่งช้ากว่ากันหลายสัปดาห์

AOT ตกลงอะไรกับ Vietnam Airlines และ flydubai — และเส้นทางใหม่ 2 สายนี้ใหญ่แค่ไหนสำหรับภูเก็ตกับกรุงเทพ?

ฝั่งภูเก็ต เส้นทาง โฮจิมินห์–ภูเก็ต ของ Vietnam Airlines คือเที่ยวบินตรงที่ตัดขั้นตอนต่อเครื่องที่กรุงเทพออกจากสมการ ความจุกว่า 39,520 ที่นั่งต่อปีเฉลี่ยแล้วราว 760 ที่นั่งต่อสัปดาห์ (คำนวณจากตัวเลขในรายงาน) สำหรับตลาดที่โตจนครึ่งปีแรกทะลุ 300,000 คนทั้งประเทศ เที่ยวบินตรงเข้าเกาะโดยตรงแบบนี้มักเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกปลายทางของแขก short-haul ได้เร็ว เพราะทริป 3-5 คืนที่เคยเสียเวลาต่อเครื่องครึ่งวันจะกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายขึ้นทันที

ฝั่งกรุงเทพ flydubai เริ่มวันละ 1 เที่ยวไปแล้วตั้งแต่ 1 กรกฎาคม และหมุดสำคัญคือ 15 กันยายน 2569 ที่ความถี่จะเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยว — จังหวะก่อนเข้า high season พอดี deal นี้ทำให้เพดานเที่ยวบินดูไบ-ไทยขึ้นไปถึง 28 เที่ยวต่อสัปดาห์ ซึ่ง AOT ระบุว่าจะหนุนตลาดตะวันออกกลางที่เข้าไทยแล้วกว่า 180,000 คนในครึ่งปีแรก และดูไบเองยังเป็นจุดต่อเครื่องของผู้โดยสารจากยุโรปตะวันออก แอฟริกา และเอเชียกลางอีกชั้นหนึ่ง

ภาพใหญ่กว่านั้น AOT บอกชัดว่านี่คือกลยุทธ์ต่อเนื่อง ไม่ใช่ deal ครั้งเดียวจบ — เป้าหมายคือดันไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค แปลว่าประกาศแบบนี้จะมีมาอีกเรื่อย ๆ และโรงแรมที่มีระบบอ่านมันจะได้เปรียบซ้ำทุกครั้ง

💡 BoydWee เห็นว่า — “มาก่อน pickup”: ตารางบินคือข้อมูลล่วงหน้าที่โรงแรมไทยส่วนใหญ่ปล่อยให้เป็นเรื่องของสายการบิน

ผมว่าจุดบอดของโรงแรมจำนวนมากคือเราติดนิสัยรอข้อมูลที่วิ่งมาหาเราเอง — รายงาน pickup เป็นข้อมูลชั้นดีก็จริง แต่มันคือกระจกมองหลัง มันบอกว่า demand มาถึงแล้ว ไม่ได้บอกว่ากำลังจะมา ขณะที่ตารางบินเป็นข้อมูลสาธารณะที่ประกาศล่วงหน้าเป็นเดือนถึงไตรมาส มีวันเริ่มชัด verify ได้ และฟรี โดยเฉพาะกับตลาด short-haul อย่างเวียดนามที่ booking window สั้น กว่าเลขจะโผล่ใน pickup ก็เหลือเวลาปรับตัวไม่กี่สัปดาห์ — คนที่ตั้งระบบอ่านตารางบินจึงได้เวลาคิดที่คู่แข่งไม่มี

แต่ต้องพูดให้ครบทั้ง 2 ด้าน: ความจุที่นั่งไม่ใช่แขกที่จองห้องแล้ว เครื่องบินเข้ามาไม่ได้การันตีว่าลำเต็ม และแขกที่มาก็กระจายทั้งตลาด ไม่ใช่ของโรงแรมใครคนเดียว สิ่งที่ผมแนะนำจึงไม่ใช่ “ขึ้นราคารับเที่ยวบินใหม่” แต่คือใช้มันเป็น trigger ของการเตรียมพร้อม — ตั้ง baseline วันนี้ ติดตามรายสัปดาห์ แล้วให้ข้อมูลจริงเป็นคนสั่งขยับ ไม่ใช่ความตื่นเต้นจากพาดหัวข่าว

แปลงที่นั่งเครื่องบินเป็น room-night — scenario ตัวอย่างของภูเก็ต

ความจุ โฮจิมินห์–ภูเก็ต (ตามรายงาน)>39,520 ที่นั่ง/ปี ≈ 760 ที่นั่ง/สัปดาห์
สมมติฐาน: สัดส่วนขาเข้า 50%≈ 380 ที่นั่งขาเข้า/สัปดาห์
สมมติฐาน: load factor 80%≈ 304 คน/สัปดาห์
สมมติฐาน: พักภูเก็ต + Avg LOS 4 คืน≈ 1,200 room-night/สัปดาห์
เต็มปี (scenario)≈ 63,000 room-night กระจายทั้งตลาดภูเก็ต
ความหมายต่อโรงแรมdemand ก้อนใหม่ที่มีวันเริ่มชัด — ใครตั้ง baseline ก่อน เห็น movement ก่อน

บรรทัดแรกคือความจุจากรายงานของ AOT ผ่าน Nation Thailand (6 กรกฎาคม 2569) ส่วนบรรทัดที่เหลือเป็น “สมมติฐานเชิง scenario” เพื่อให้เห็นสเกลเท่านั้น — สัดส่วนขาเข้า load factor สัดส่วนแขกที่พักภูเก็ตจริง และ Avg LOS อาจต่างจากนี้ได้มาก ตัวเลขนี้ไม่ใช่ forecast และไม่ใช่แขกของโรงแรมใดโรงแรมหนึ่ง

ผลกระทบกับโรงแรมไทยใน 3 กรอบเวลา

⏱ 3-6 เดือน: โรงแรมภูเก็ตควรทำอะไรกับเที่ยวบินตรงจากเวียดนาม 4 เที่ยวต่อสัปดาห์ที่เพิ่งเริ่มบิน?

งานแรกไม่ใช่แคมเปญ แต่คือ baseline ถ้าคุณเป็น Revenue Manager โรงแรมในภูเก็ต ดึงข้อมูล PMS (Property Management System — ระบบบริหารห้องพัก) ย้อนหลัง 12 เดือน: แขกเวียดนามเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ room-night มาจากช่องทางไหน จ่าย net ADR (ราคาขายเฉลี่ยหลังหักต้นทุนช่องทาง) เท่าไร Avg LOS กี่คืน — เพราะถ้าไม่รู้ว่าก่อนมีเที่ยวบินตรง demand หน้าตาเป็นยังไง คุณจะไม่มีวันรู้ว่าเส้นทางใหม่เปลี่ยนอะไร

จังหวะเวลาน่าสนใจตรงที่กรกฎาคมถึงตุลาคมคือ green season ของฝั่งอันดามันพอดี เที่ยวบินตรงจากโฮจิมินห์จึงเป็น demand เสริมในช่วงที่ภูเก็ตต้องการมากที่สุด แนวเดียวกับที่ผมเคยเขียนเรื่องการหา demand ทางเลือกช่วง green season แทนการรอตลาดเดิม — และแขกเวียดนามเป็น short-haul ที่จองใกล้วันเดินทาง การเห็น movement เร็วกว่าคู่แข่ง 2-3 สัปดาห์จึงมีค่าจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

📅 6-12 เดือน: flydubai เพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยว 15 กันยายนนี้ — โรงแรมกรุงเทพควรเตรียม segment ตะวันออกกลางยังไงให้ทันรอบ?

นาน ๆ ทีตลาดจะให้จังหวะ demand ที่มีวันที่ชัดขนาดนี้: 15 กันยายน 2569 ความจุจากดูไบเพิ่มเท่าตัวบนเส้นทางนี้ ก่อนเข้าฤดูท่องเที่ยวหลักพอดี แขกตะวันออกกลางโดยภาพรวมเดินทางเป็นครอบครัว ต้องการห้องเชื่อมต่อหรือห้องขนาดใหญ่ ให้น้ำหนักกับอาหารฮาลาลและความเป็นส่วนตัว โรงแรมกรุงเทพที่อยากจับรอบนี้ควรเริ่มจากเช็กความพร้อมของสินค้าตัวเอง: ประเภทห้องที่เปิดขายบนแต่ละช่องทางมีตัวเลือกครอบครัวไหม ข้อมูลอาหารฮาลาลค้นเจอง่ายแค่ไหน และคู่ค้าที่แข็งในตลาดนี้ ทั้ง OTA (ช่องทางจองออนไลน์คนกลาง) อย่าง Agoda กับ Booking.com และ wholesale ที่ถือตลาดตะวันออกกลาง คุยกันล่วงหน้าหรือยัง

ประเด็นที่ควรระวังคืออย่าเพิ่งผูกงบการตลาดก้อนใหญ่กับเส้นทางเดียว — เริ่มจากของที่มีอยู่ให้พร้อมก่อน แล้วให้ pickup จริงหลัง 15 กันยายนเป็นคนบอกว่าควรลงทุนเพิ่มแค่ไหน

🔭 2-3 ปี: ถ้า AOT เดินเกมขยายเครือข่ายการบินต่อเนื่อง — โรงแรมควรตั้งระบบอ่าน air capacity ยังไงให้เป็นแต้มต่อถาวร?

สิ่งที่ผมอยากชวนทำไม่ใช่ตื่นเต้นกับข่าวนี้ข่าวเดียว แต่คือเปลี่ยนมันเป็นกระบวนการ: ใส่วาระ “ตรวจตารางบิน” เข้าไปในรอบทำ forecast รายไตรมาสของโรงแรม เช็กว่าสนามบินหลักของตลาดเรามีเส้นทางใหม่ ความถี่ใหม่ หรือสายการบินถอนเส้นทางไหม แล้วบันทึกลง demand calendar พร้อมวันเริ่มบิน ผูกกับแผนราคาและการขายของช่วงนั้น — ทำแบบนี้ต่อเนื่อง 2-3 ปี โรงแรมจะมีชุดข้อมูลของตัวเองว่าเส้นทางแบบไหน ตลาดไหน แปลงเป็นแขกจริงเท่าไร ซึ่งเป็นแต้มต่อที่ลอกกันไม่ได้เพราะมันสะสมจากการทำจริง

มองในเกมยาว ถ้าไทยเดินไปทางศูนย์กลางการบินของภูมิภาคจริงตามที่ AOT วางไว้ โรงแรมที่ฝึกอ่านความจุที่นั่งเป็นตั้งแต่วันนี้ จะเป็นกลุ่มแรกที่เห็นทุกคลื่น demand ก่อนใคร — ไม่ใช่เพราะโชคดี แต่เพราะตั้งเสาสัญญาณไว้ก่อน

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้

  1. ตั้ง baseline แขก 2 ตลาดนี้จาก PMS ก่อน capacity ใหม่ส่งผล — ดึงข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน แยกแขกเวียดนามและตะวันออกกลาง: สัดส่วน room-night ช่องทางที่มา net ADR และ Avg LOS ของแต่ละกลุ่ม บันทึกไว้เป็นเส้นฐานที่จะใช้เทียบทุกสัปดาห์หลังจากนี้
  2. จับ product และช่องทางให้ตรงพฤติกรรมแต่ละตลาด — เวียดนาม: short-haul จองใกล้วัน เน้นความพร้อมบน OTA และ mobile กับแพ็กเกจตอบทริป 3-5 คืน / ตะวันออกกลาง: ครอบครัว ห้องใหญ่หรือห้องเชื่อมต่อ ข้อมูลอาหารฮาลาลที่ค้นเจอง่าย และ partner ที่แข็งในตลาดนี้ — เช็กของให้ครบก่อนไปไล่ราคา
  3. ติดตาม pickup รายสัปดาห์ 90 วัน แล้วค่อยขยับตามข้อมูล — ตั้งรายงานเทียบ pickup จาก 2 ตลาดนี้กับ baseline ทุกสัปดาห์ ถ้าเห็น movement จริงค่อยเพิ่ม allotment ปรับราคา หรือทำแคมเปญเจาะ — ไม่เห็นก็เสียแค่รายงานสัปดาห์ละแผ่น ไม่ใช่งบก้อนใหญ่

(กรอบ 90 วันและแนวทางต่อ segment เป็นจุดตั้งต้นเชิง scenario ไม่ใช่สูตรสำเร็จ — โครงสร้างแขก ทำเล และช่องทางของแต่ละโรงแรมต่างกัน ควรปรับตามข้อมูลจริงของตัวเอง)

deal ของ AOT รอบนี้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ระดับเปลี่ยนอุตสาหกรรม — ความจุที่เพิ่มยังเป็นหลักหมื่นที่นั่งต่อปีในตลาดที่รับแขกหลักล้าน แต่คุณค่าของมันอยู่ที่มันเป็นตัวอย่างสมบูรณ์แบบของข้อมูลประเภทที่โรงแรมควรอ่านให้เป็น: ประกาศล่วงหน้า มีวันเริ่มชัด ระบุตลาดต้นทางชัด และผูกกับพื้นที่ที่เจาะจงได้ว่าใครได้ประโยชน์

คำถามที่อยากฝากไว้: รอบหน้าที่มีประกาศเส้นทางบินใหม่เข้าเมืองของคุณ — โรงแรมคุณจะเป็นฝ่ายอ่านมันจากตารางบินแล้วเตรียมรอรับ หรือเป็นฝ่ายเห็นเลขใน pickup ทีหลังแล้ววิ่งตามตลาดเหมือนทุกครั้ง

แหล่งข้อมูลหลัก: AOT teams up with Vietnam Airlines, flydubai to open new routes to Thailand — Nation Thailand () · ตัวเลขความจุที่นั่ง จำนวนเที่ยวบิน และจำนวนแขกครึ่งปีแรกจากข้อมูล AOT ที่อ้างอิงในรายงานดังกล่าว

อยากตั้ง demand calendar ที่อ่านตารางบินเป็น หรือเช็กว่าโรงแรมคุณควร track ตลาดเวียดนามกับตะวันออกกลางยังไง — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Exit mobile version