แผนภาพพังงาเปลี่ยนช่วงฤดูฝน Green Season เป็นโอกาส ด้วยการกระจาย source market สินค้านอกฤดูอย่างเมืองเซิร์ฟ และ forward booking ไฮซีซั่น สำหรับโรงแรมไทยโลว์ซีซั่น

พังงาเปลี่ยนโลว์ซีซั่นเป็นโอกาส ไม่ใช่ฤดูที่ต้องเอาตัวรอด — ถอดบทเรียนกระจายตลาด 3 ชั้นสำหรับโรงแรมไทย

การบริหารรายได้

📚 บทเรียนจากข่าว · Case Study

ขณะที่หลายโรงแรมในฤดูฝนเลือกหั่นราคาแล้วนับวันรอไฮซีซั่น พังงากลับใช้ช่วงเงียบนี้เปิดตลาดใหม่ สร้างสินค้าที่ขายได้เฉพาะหน้าฝน และล็อกจองไฮซีซั่นล่วงหน้า — ต่างกันที่วิธีคิด ไม่ใช่ทำเล

TL;DR:
  • แหล่งข่าวและสาระหลัก: Bangkok Post (21 มิ.ย. 2569) รายงานว่าพังงาทำรายได้ท่องเที่ยวช่วง ม.ค.–เม.ย. 2569 ราว 20,300 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2 เท่าจากปีก่อน แม้ occupancy ช่วงฤดูฝนจะอยู่แค่ 40–50% จากห้องพักราว 15,000 ห้อง ตลาดที่นำคือออสเตรเลียและคนไทย กับกลุ่ม long-stay 10–14 คืนที่ใช้จ่ายเฉลี่ยราว 13,000 บาทต่อทริป
  • ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: บทเรียนไม่ใช่พังงาโชคดี แต่คือระบบกระจาย 3 ชั้น — กระจาย source market ไม่พึ่งตลาดเดียว สร้างสินค้าที่ขายได้เฉพาะนอกฤดู และใช้ช่วงเงียบล็อก forward booking ของไฮซีซั่น
  • สัญญาณการลงมือทำ: เริ่มจากตรวจว่าฤดูฝนของเราพึ่งตลาดเดียวกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วเลือกสินค้านอกฤดูกับตลาดใหม่ที่ทำได้จริง 1 อย่าง ก่อนจะเทราคารอ pickup เฉย ๆ

ถ้าโรงแรมของคุณกำลังอยู่ในโหมด “หน้าฝนก็เงียบแบบนี้ทุกปี ทนไปก่อนเดี๋ยวไฮซีซั่นก็มา” — ผมอยากชวนดูกรณีของพังงาสักหน่อย เพราะปีนี้เขาไม่ได้แค่ทน แต่ทำให้ช่วงที่เคยเงียบที่สุดกลายเป็นช่วงที่มีของขายใหม่

ข้อมูลจาก Bangkok Post (21 มิ.ย. 2569) อ้างคุณอุทิศ ลิ่มสกุล ผอ. ททท. สำนักงานพังงา ระบุว่าโครงสร้างตลาดช่วงฤดูฝน หรือที่ ททท. เรียกว่า Green Season ของพังงากำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเงียบเพราะพึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเดียว ตอนนี้มีทั้งคนไทยและกลุ่ม long-stay จากออสเตรเลีย ยุโรป อังกฤษ และอิตาลี เข้ามาช่วยเติมห้องพัก

ตัวเลขที่ผมว่าน่าหยุดอ่านคือ ทั้งจังหวัดทำรายได้ท่องเที่ยวช่วงเดือน ม.ค.–เม.ย. ปีนี้ไปแล้วราว 20,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่งถูก Booking.com ยกให้เป็นจุดหมายที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวดีที่สุดในโลกประจำปี 2569 คำถามที่ตามมาคือ ทำไมจังหวัดที่หน้าฝนเคยเงียบสนิทถึงพลิกมาโตได้ และโรงแรมในโลว์ซีซั่นที่อื่นถอดสูตรนี้ไปใช้ได้แค่ไหน

ทำไมพังงาถึงทำให้ช่วงฤดูฝนไม่เงียบเหมือนเดิม?

เริ่มจากข้อเท็จจริงก่อน คุณอุทิศบอกว่าเดือนมิถุนายนถึงกันยายนเคยเป็นช่วงที่เงียบที่สุดของพังงา แต่ตอนนี้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มมองว่าเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค จุดเปลี่ยนอยู่ที่ส่วนผสมของลูกค้าที่กว้างขึ้น ฤดูฝนนี้ตลาดต่างชาติที่นำคือออสเตรเลีย ตามด้วยยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษและอิตาลี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม long-stay ที่พักยาว 10 คืนถึง 2 สัปดาห์ และใช้จ่ายเฉลี่ยราว 13,000 บาทต่อทริป ขณะที่คนไทยเข้ามาช่วยเติมห้องในช่วงที่ demand ต่างชาติแกว่งจากฟุตบอลโลก

ปัจจุบัน occupancy ทั้งจังหวัดอยู่ที่ราว 40–50% จากห้องพักประมาณ 15,000 ห้อง ซึ่งกระจุกอยู่แถบเขาหลัก นาใต้ และเกาะยาว เพื่อดึงคนเข้าช่วงเงียบ โรงแรมหลายแห่งลดราคาห้องลงมากกว่า 10% แต่ยังรักษาภาพ premium ของพื้นที่ไว้ ไม่ได้เทราคาจนเสียตำแหน่งตลาด จุดนี้สำคัญ เพราะลดแบบมีกรอบกับเทแบบสิ้นหวังให้ผลต่างกันคนละเรื่อง

ชั้นที่สองคือการเจาะตลาด premium ที่จับจ่ายสูง คุณอุทิศบอกว่าเขาหลักมีชื่อในกลุ่มนักท่องเที่ยวอินเดียที่มีกำลังซื้อ หลังได้รางวัลจุดหมายปลายทางงานแต่งงานยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ ที่โหวตโดยผู้อ่านนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของอินเดีย และช่วงวันที่ 23–25 มิ.ย. นี้ ผู้ประกอบการกับสมาคมโรงแรมพังงาออกโรดโชว์ที่มุมไบและนิวเดลี เพื่อปิดการจองล่วงหน้าสำหรับไฮซีซั่นเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ที่ตั้งเป้า occupancy ราว 90% พร้อมเตรียมแคมเปญเจาะกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักในภูเก็ตให้มาเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์

ชั้นที่สามน่าสนใจที่สุด เพราะเป็นการสร้างสินค้าที่ขายได้เพราะหน้าฝน ที่หาดเมมโมรีส์ อำเภอตะกั่วป่า คลื่นมรสุมที่เคยทำให้นักท่องเที่ยวหนี กลับกลายเป็นแม่เหล็กดึงนักเล่นเซิร์ฟจากทั่วไทยและต่างชาติ จนเขาหลักกำลังปั้นตัวเองเป็นเมืองเซิร์ฟ คุณชัชชัย สมพร ประธานชมรมเซิร์ฟพังงา บอกว่าตอนนี้มีทั้งร้านอาหาร บาร์ โรงเรียนสอนเซิร์ฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ค่าเช่ากระดานเริ่มต้น 200 บาทต่อ 90 นาที คอร์สเริ่มต้นลดจาก 2,200 เหลือ 1,800 บาท และดึงนักเล่นจากสแกนดิเนเวีย รัสเซีย และฟิลิปปินส์

ไม่ใช่แค่ทะเล ในฝั่งเกษตรก็มีของ ทุเรียนสาลิกาซึ่งเป็นสินค้า GI เฉพาะถิ่นของอำเภอกะปง กลายเป็นแม่เหล็กท่องเที่ยวเชิงผลไม้ ปีนี้พังงาคาดผลิตทุเรียนราว 4,285 ตันจากสวนที่ให้ผล 8,919 ไร่ เฉพาะสาลิกาคิดเป็นราว 400 ตัน สร้างรายได้กว่า 100 ล้านบาทต่อฤดู มีเทศกาลผลไม้ต่อเนื่อง 3 ปี ปีนี้มี 34 สวนเข้าร่วม ทั้งหมดนี้ต่อเข้ากับความเชื่อมั่นระยะยาวที่มาจากแผนสนามบินพังงา ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในที่พักและธุรกิจท่องเที่ยวเพิ่ม

💡 BoydWee เห็นว่า — โอกาส ไม่ใช่โชค: ฤดูฝนคือโจทย์ demand ที่ออกแบบได้

เอาตรง ๆ ถ้าอ่านข่าวนี้แบบผ่าน ๆ จะรู้สึกว่า “ก็พังงาเขาดีเอง มีหาด มีทุเรียน มีคลื่น” แต่ผมว่าบทเรียนจริงไม่ได้อยู่ที่ของดีที่พังงามี มันอยู่ที่ระบบที่เขาใช้ ซึ่งโรงแรมไหนก็ถอดไปใช้ได้ ระบบนั้นมี 3 ชั้น — กระจาย source market ไม่ให้พึ่งตลาดเดียว สร้างสินค้าที่ขายได้เฉพาะนอกฤดู และใช้ช่วงเงียบไปปิดการขายของไฮซีซั่นล่วงหน้า

ลองเทียบกับบทเรียนเมื่อวานที่ผมเขียนเรื่องสภาพคล่อง โรงแรมที่เจอหน้าฝนแล้วตั้งรับด้วยการหั่นราคาหั่นคน คือการมองโลว์ซีซั่นเป็นโจทย์ต้นทุนที่ต้องประหยัดให้รอด แต่สิ่งที่พังงาทำคือมองมันเป็นโจทย์ demand ที่ออกแบบได้ ว่าจะดึงใครเข้ามาแทนตลาดที่หาย และจะขายอะไรที่หน้าฝนถึงจะเวิร์ก

จุดที่ผมชอบที่สุดคือเรื่องเซิร์ฟ เพราะมันคือการกลับหัวความคิดเลย คลื่นมรสุมเคยเป็นเหตุผลที่ลูกค้าไม่มา แต่พอเปลี่ยนมุม คลื่นเดียวกันนั้นกลายเป็นสินค้า นี่คือหัวใจของการสร้างสินค้านอกฤดู (counter-seasonal) — หาอะไรที่ดีเพราะหน้าฝน ไม่ใช่ทั้งที่หน้าฝน ส่วนการออกโรดโชว์อินเดียตอนนี้เพื่อปิดจองปลายปี ก็คือการใช้แรงในช่วงว่างไปซื้อ demand ของช่วง peak ซึ่งฉลาดกว่านั่งรอ pickup เฉย ๆ

ทำไมกระจายตลาดถึงให้ RevPAR ดีกว่าเทราคา — ในภาพสมมติ

โรงแรมสมมติ ริมหาด tier Upscale60 ห้อง
แนวทาง A เทราคาอย่างเดียว พึ่งตลาดเดียว (occ 42%, ADR 1,900)RevPAR 798 บาท
แนวทาง B กระจายตลาด + สินค้านอกฤดู (occ 60%, ADR 2,300)RevPAR 1,380 บาท
ส่วนต่าง RevPAR ต่อห้องต่อคืน+582 บาท (+73%)

ทุกตัวเลขเป็นสมมติฐานเพื่อแสดงภาพ (scenario) ไม่ใช่การรับประกันผลของโรงแรมรายใด ประเด็นคือแนวทาง B ได้ RevPAR ดีกว่าเพราะ occupancy ที่สูงขึ้นจากการเติมกลุ่ม long-stay คนไทย และสินค้านอกฤดู ช่วยให้ไม่ต้องทุบ ADR ลงลึก ไม่ใช่เพราะลดราคาแรงกว่า ตัวเลขจริงขึ้นกับ tier ทำเล และส่วนผสมตลาดของแต่ละโรงแรม ควรคำนวณจากข้อมูลจริงก่อนตัดสินใจ

ผลกระทบกับโรงแรมไทยใน 3 กรอบเวลา

⏱ 3–6 เดือน: ช่วงฤดูฝนนี้ โรงแรมควรปรับ source market กับสินค้าให้ขายได้นอกไฮซีซั่นอย่างไร?

กรอบใกล้สุดคือทำสองอย่างขนานกัน หนึ่ง ดูว่าตอนนี้ห้องที่ขายได้ในหน้าฝนมาจากตลาดไหนบ้าง ถ้าพบว่าพึ่งตลาดเดียวเกินครึ่ง นั่นคือความเสี่ยง ให้รีบเติมตลาดสำรองอย่างน้อยอีกหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนไทย กลุ่ม long-stay ต่างชาติ หรือตลาดเพื่อนบ้านที่บินใกล้ สอง มองหาสิ่งที่พื้นที่ของคุณทำได้ดีเพราะหน้าฝน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลางแจ้งบางอย่าง อาหารถิ่นตามฤดู หรือธรรมชาติที่สวยเฉพาะหน้าฝน แล้วแพ็กมันเป็นเหตุผลให้คนตัดสินใจมา

โรงแรมที่พังงาลดราคามากกว่า 10% แต่ไม่ทิ้งภาพ premium ของตัวเอง เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการกระตุ้นช่วงเงียบไม่จำเป็นต้องเทราคาจนพัง สิ่งที่ดึงคนกลุ่ม long-stay เข้ามาไม่ใช่ราคาถูกที่สุด แต่คือเหตุผลที่จะอยู่ยาว ๆ ในที่ที่เดียว

📅 6–12 เดือน: ถ้าจะล็อก forward booking ไฮซีซั่นแบบที่พังงาออกโรดโชว์ ต้องเริ่มอะไรตั้งแต่ตอนนี้?

นี่คือบทเรียนเรื่องจังหวะ พังงาไม่ได้รอให้ถึงไฮซีซั่นแล้วค่อยขาย แต่ออกโรดโชว์ที่มุมไบและนิวเดลีตั้งแต่หน้าฝน เพื่อปิดจองของเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ล่วงหน้า แปลว่างานขายของช่วง peak ถูกทำในช่วงที่ทีมว่างที่สุด สำหรับโรงแรมทั่วไป หมายความว่าตอนนี้คือเวลาที่ควรเปิดรับ forward booking ของปลายปี ทำข้อตกลงกับพันธมิตรการขายและ OTA ที่เจาะตลาดเป้าหมาย และสื่อสารตรงไปยังกลุ่มลูกค้าเดิมที่เคยมาช่วงไฮซีซั่น

ข้อดีของการปิดจองล่วงหน้าคือมันให้ทั้งกระแสเงินสดเข้ามาเร็วในช่วงที่ต้องการที่สุด และให้ข้อมูล pickup ที่ชัดพอจะวางราคาช่วง peak ได้แม่นขึ้น ใครรอจนใกล้ไฮซีซั่นค่อยขาย มักได้ทั้งราคาที่ต่อรองยากกว่าและฐานจองที่บางกว่า

🔭 2–3 ปี: การลงทุนสินค้าเฉพาะกลุ่ม (เซิร์ฟ ทุเรียน งานแต่งงาน) จะยังได้เปรียบแค่ไหนถ้าคู่แข่งทำตาม?

คำถามที่ต้องคิดต่อคือความยั่งยืน เมื่อสินค้าเฉพาะกลุ่มเวิร์ก คู่แข่งย่อมทำตาม เมืองเซิร์ฟ เทศกาลผลไม้ หรือตลาดงานแต่งงาน ถ้าใครก็ลอกได้ สุดท้ายก็กลับไปแข่งกันที่ราคา สิ่งที่ทำให้พังงาได้เปรียบระยะยาวไม่ใช่ตัวกิจกรรมเดี่ยว ๆ แต่คือการผูกหลายอย่างเข้าด้วยกัน — หาด เซิร์ฟ งานแต่งงาน ผลไม้ ชุมชน — จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ลอกทั้งชุดได้ยาก

สำหรับโรงแรม บทเรียนคืออย่าหยุดที่สินค้าเดียว ของที่ลอกง่ายให้ใช้ดึงคนเข้าก่อน แล้วรีบต่อยอดเป็นจุดเด่นที่ผูกกับพื้นที่ บริการ และเรื่องราวเฉพาะตัว เพราะนั่นคือส่วนที่คู่แข่งลอกได้ช้าที่สุด และเป็นตัวที่ทำให้ลูกค้ายอมจ่ายในราคาที่ดีกว่าแม้จะมีตัวเลือกอื่น

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — 3 ขั้นที่ทำได้สัปดาห์นี้

  1. ตรวจการกระจุกตัวของ source market ในหน้าฝน — ไล่ดูว่าห้องที่ขายได้ช่วงโลว์ซีซั่นมาจากตลาดไหนบ้าง ถ้าตลาดใดตลาดหนึ่งเกินครึ่ง ให้ตั้งเป้าเติมอีก 1–2 ตลาด เช่น คนไทย ออสเตรเลีย หรือกลุ่ม long-stay ที่อยู่ยาว
  2. เลือกสินค้านอกฤดู 1 อย่างที่ทำได้จริง — หาจุดที่พื้นที่ของคุณดีเพราะหน้าฝน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง ธรรมชาติ วัฒนธรรม หรืออาหารถิ่น แล้วแพ็กเป็นเหตุผลให้คนมา ไม่ใช่แค่ลดราคา
  3. ล็อกไฮซีซั่นตั้งแต่ตอนนี้ — เปิดรับ forward booking ของปลายปี ทำข้อตกลงกับ OTA และพันธมิตรที่เจาะตลาดเป้าหมาย และสื่อสารตรงไปยังกลุ่มลูกค้าเดิม รวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักในจังหวัดใกล้เคียงให้มาช่วงสุดสัปดาห์

(ตัวอย่างและตัวเลขในบทความเป็นภาพประกอบเชิงทิศทาง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการเงิน การตัดสินใจด้านราคา ตลาด และการลงทุนสินค้าใหม่ควรพิจารณาข้อมูลเฉพาะของโรงแรมแต่ละแห่งและบริบทของพื้นที่)

สิ่งที่กรณีพังงาบอกเราแบบไม่ได้พูดตรง ๆ คือ โลว์ซีซั่นไม่ได้แปลว่าต้องยอมแพ้เรื่องรายได้เสมอไป มันแปลว่าตลาดเดิมหายไปชั่วคราว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการที่ demand หมดโลก ห้องยังว่างเท่าเดิม คำถามคือคุณจะเอาอะไรไปเติมมัน

โรงแรมที่อ่านข่าวนี้แล้วเห็นแค่ “พังงาโชคดี” กับโรงแรมที่เห็น “ระบบกระจาย 3 ชั้น” จะเดินคนละทางในอีกไม่กี่เดือน กลุ่มแรกจะยังนั่งหั่นราคารอไฮซีซั่น กลุ่มหลังจะเริ่มทดลองตลาดใหม่และสินค้าใหม่ตั้งแต่หน้าฝนนี้

เลยอยากทิ้งคำถามไว้ว่า — ฤดูฝนของโรงแรมคุณคือภาระที่ต้องหั่นราคาทิ้งไปเรื่อย ๆ หรือคือห้องว่างที่กำลังรอตลาดใหม่กับสินค้าใหม่ที่ยังไม่มีใครในพื้นที่ทำ?

แหล่งข่าวหลัก: Southern springboard to growth — Bangkok Post ()

อยากลองหาว่าโรงแรมของคุณมีสินค้าอะไรที่ขายได้เพราะหน้าฝน และจะกระจาย source market ช่วงโลว์ซีซั่นยังไงไม่ให้พึ่งตลาดเดียว — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗