
ลด ADR 20% ต้องขายเพิ่ม 30% ถึงจะเท่าทุน — เลขที่ควรกางก่อนกดลดราคา
ทำไมส่วนลดถึงเรียกร้องแขกเพิ่มในจำนวนที่ตลาดเพิ่งบอกเราเองว่าไม่มี
- ลดราคาไม่ได้แลกกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ลด ADR 10% ต้องขายเพิ่มราว 13% และลด 20% ต้องขายเพิ่มราว 30% ถึงจะกลับมาเท่าเดิม
- เหตุผลคือส่วนลดกินจากกำไรส่วนเกินต่อห้อง ซึ่งเป็นก้อนที่เล็กกว่าราคาขายเสมอ ยิ่งลดมาก ก้อนนั้นยิ่งบางลงเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่เดา
- กางจุดคุ้มทุนของส่วนลดที่กำลังคิดจะให้ ก่อนจะให้ ถ้าตัวเลขที่ต้องขายเพิ่มดูไม่สมจริงในตลาดตอนนี้ แปลว่าส่วนลดนั้นยังไม่ใช่คำตอบ
เวลาห้องขายช้า ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นในเกือบทุกโรงแรมคือ ลดราคา และมันมีเหตุผลของมัน เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุมัติใคร เห็นผลไวที่สุด และรู้สึกเหมือนได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง
แต่คำถามที่แทบไม่มีใครกางออกมาก่อนกดลดคือ ส่วนลดที่กำลังจะให้นี้ ต้องได้แขกเพิ่มกี่ห้องถึงจะแค่ เท่าทุน ไม่ใช่กำไรเพิ่ม แค่กลับมาเท่าเดิม และคำตอบมักมากกว่าที่เดาไว้หลายเท่า
▍ลดราคา 10% ต้องขายเพิ่มกี่ห้องถึงจะเท่าทุน?
สมมติโรงแรมขายห้องคืนละ 3,000 บาท และมีต้นทุนผันแปรต่อห้องที่ขายได้ราว 400 บาท ซึ่งรวมค่าทำความสะอาด ของใช้ในห้อง ซักรีด และค่าน้ำค่าไฟส่วนที่เพิ่มขึ้นเพราะมีคนพัก ตัวเลขทั้งหมดต่อจากนี้เป็นสมมติฐานเพื่อแสดงกลไก ให้แทนค่าด้วยตัวเลขจริงของโรงแรมตัวเอง
ห้องนั้นจึงเหลือกำไรส่วนเกิน 2,600 บาท ซึ่งเป็นก้อนที่เอาไปจ่ายค่าแรงประจำ ค่าเช่า ค่าดูแลอาคาร และที่เหลือจึงเป็นกำไร
ทีนี้ลดราคาลง 10% เหลือ 2,700 บาท ต้นทุนผันแปรยังเท่าเดิมที่ 400 บาท เพราะการทำความสะอาดห้องไม่ได้ถูกลงตามส่วนลด กำไรส่วนเกินจึงเหลือ 2,300 บาท
ราคาลดไป 10% แต่กำไรส่วนเกินลดไป 11.5% และเพื่อให้ได้กำไรส่วนเกินรวมเท่าเดิม ต้องขายห้องเพิ่มขึ้น 13% ไม่ใช่ 10% ตามที่หลายคนเข้าใจ
ยิ่งลดมาก ช่องว่างยิ่งถ่างเร็วขึ้น เพราะส่วนลดกินจากก้อนที่เล็กกว่าราคาขายเสมอ
จุดคุ้มทุนของส่วนลด — ต้องขายเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์
คำนวณจาก ADR 3,000 บาท และต้นทุนผันแปรต่อห้อง 400 บาท ซึ่งเป็นสมมติฐานเพื่อแสดงกลไก ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของตลาด สูตรคือ กำไรส่วนเกินเดิม หารด้วย กำไรส่วนเกินหลังลด ลบด้วย 1 ต้นทุนผันแปรของแต่ละโรงแรมไม่เท่ากัน ยิ่งต้นทุนผันแปรสูง ตัวเลขที่ต้องขายเพิ่มยิ่งสูงตาม ตารางนี้ยังไม่รวมค่าคอมมิชชันของห้องที่ขายเพิ่ม ซึ่งจะดันตัวเลขขึ้นอีก
ลองตรวจย้อนกรณีลด 20% ให้เห็นชัด เดิมขาย 100 ห้อง ได้กำไรส่วนเกิน 100 คูณ 2,600 เท่ากับ 260,000 บาท หลังลดเหลือ ADR 2,400 บาท กำไรส่วนเกินต่อห้องเหลือ 2,000 บาท ต้องขาย 130 ห้อง จึงจะได้ 260,000 บาทเท่าเดิม
ขายเพิ่ม 30 ห้องจาก 100 ห้อง เพื่อให้ได้เงินเท่าเดิม แถมยังต้องทำงานเพิ่มขึ้น 30% ด้วยทั้งงานทำความสะอาดและงานหน้าบ้าน
💡 BoydWee เห็นว่า — ส่วนลดขอในสิ่งที่ตลาดเพิ่งบอกเราเองว่าไม่มี
จุดที่ผมว่าสำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวเลขในตาราง แต่คือเหตุผลที่เราหยิบส่วนลดขึ้นมาตั้งแต่แรก
เราลดราคาเพราะห้องขายช้า ซึ่งแปลว่าตลาดกำลังบอกว่า demand ไม่พอ แล้วเราตอบด้วยเครื่องมือที่ต้องการให้ตลาดส่ง demand เพิ่มมาอีก 30% ถึงจะเสมอตัว
ถ้า demand ขนาดนั้นมีอยู่จริง เราคงไม่ต้องลดราคาตั้งแต่แรก นี่คือความย้อนแย้งที่ซ่อนอยู่ในการตัดสินใจที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดของวงการ
ก่อนกดลด — มีอะไรที่ควรลองก่อนไหม?
ก่อนแตะราคา ลองไล่ 3 อย่างที่ไม่ต้องจ่ายด้วยกำไรส่วนเกิน หนึ่ง ตรวจว่าห้องทุกประเภทยังเปิดขายอยู่จริงไหม เงื่อนไขการพักขั้นต่ำยังเหมาะกับช่วงนี้ไหม บ่อยครั้งที่ห้องขายช้าเพราะเราปิดขายเองโดยไม่รู้ตัว
สอง เพิ่มมูลค่าแทนการลดราคา เช่น อาหารเช้า รับฝากกระเป๋า เช็กเอาต์สาย ของพวกนี้มีต้นทุนจริงแต่ต่ำกว่าส่วนลดที่เท่ากันในสายตาแขก สาม ขยับเฉพาะช่องทางหรือกลุ่มที่ต้องการจริง แทนการลดราคาหน้าร้านที่ทุกคนเห็น
ถ้าตัดสินใจลดจริง ลดแบบไหนถึงจะเจ็บน้อยที่สุด?
ถ้าทางอื่นไม่เหลือแล้วจริง ๆ ให้ลดแบบมีเงื่อนไขและมีวันจบ ผูกส่วนลดกับจำนวนคืนขั้นต่ำ ผูกกับการจ่ายล่วงหน้าที่ยกเลิกไม่ได้ หรือจำกัดเฉพาะวันที่อ่อนจริง แทนการลดยกทั้งเดือน
เหตุผลคือส่วนลดที่มีเงื่อนไขจะคัดแขกที่เรายอมแลกด้วยราคาจริง ๆ ส่วนลดที่ไม่มีเงื่อนไขจะถูกแขกที่พร้อมจ่ายเต็มอยู่แล้วหยิบไปด้วย ซึ่งคือการจ่ายส่วนลดให้คนที่ไม่ต้องการมันตั้งแต่ต้น
หลังลดไปแล้ว จะดึงราคากลับอย่างไร?
ข้อนี้คือส่วนที่แพงที่สุดและถูกมองข้ามบ่อยที่สุด ราคาที่ลดแล้วดึงกลับยากกว่าตอนลดหลายเท่า เพราะ OTA จำราคาต่ำสุดของเราได้ แขกเดิมจำได้ และคู่แข่งก็เห็น
ทางที่เจ็บน้อยกว่าคือกำหนดวันจบไว้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มลด และเขียนไว้เป็นเงื่อนไขของแคมเปญ ไม่ใช่ลดไปก่อนแล้วค่อยคิดว่าจะเลิกเมื่อไร เพราะถ้าไม่มีวันจบ สิ่งที่เคยเป็นส่วนลดจะกลายเป็นราคาใหม่ของเราไปเงียบ ๆ
⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้
- Audit — หาต้นทุนผันแปรต่อห้องของตัวเอง รวมค่าทำความสะอาด ของใช้ในห้อง ซักรีด และค่าน้ำค่าไฟส่วนเพิ่ม หารด้วยจำนวนห้องที่ขายได้ในเดือนนั้น ถ้ายังไม่เคยแยกตัวเลขนี้ นี่คืองานที่ควรทำก่อนงานปรับราคาใด ๆ
- Match — กางจุดคุ้มทุนของส่วนลดที่กำลังจะให้ เอากำไรส่วนเกินเดิม หารด้วยกำไรส่วนเกินหลังลด ลบ 1 แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่าตลาดตอนนี้ส่งแขกเพิ่มได้ขนาดนั้นจริงไหม ถ้าตอบว่าไม่ ส่วนลดนั้นยังไม่ใช่คำตอบ
- Trial — ทดลองด้วยเงื่อนไขก่อนทดลองด้วยราคา เลือกวันที่อ่อนจริง 3 ถึง 5 วัน แล้วลองเพิ่มมูลค่าหรือขยับเงื่อนไขก่อน วัดผล 2 สัปดาห์ ถ้ายังไม่ขยับค่อยคุยเรื่องส่วนลดที่มีวันจบชัดเจน
ส่วนลดไม่ใช่สิ่งต้องห้าม มันเป็นเครื่องมือที่มีที่ทางของมัน ปัญหาอยู่ที่เรามักหยิบมันขึ้นมาก่อนเครื่องมืออื่น เพราะมันเร็วที่สุด ไม่ใช่เพราะมันคุ้มที่สุด
ครั้งหน้าที่เห็นห้องขายช้าแล้วมือเริ่มขยับไปที่ปุ่มลดราคา ลองหยุดแล้วถามคำถามเดียวก่อน ส่วนลดนี้ต้องการแขกเพิ่มกี่ห้อง และตลาดที่เพิ่งทำให้เราตกใจเมื่อกี้ มีแขกจำนวนนั้นให้เราจริงหรือเปล่า?
ถ้าอยากให้ช่วยกางจุดคุ้มทุนของส่วนลดที่กำลังคิดจะให้ ก่อนกดจริง — ทักมาคุยกันได้เลย



