Site icon ไม่มีใครสอน กูสอน-การตลาดโรงแรมยุคใหม่ Drive ด้วย Data

ญี่ปุ่นขึ้นภาษีนักท่องเที่ยวขาออก 3 เท่าเป็น 3,000 เยน — บทเรียน ‘ต้นทุนทั้งทริป’ สำหรับโรงแรมไทย

ภาพเปรียบเทียบบิลค่าใช้จ่ายทั้งทริปของนักท่องเที่ยว โดยค่าห้องพักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุน ขณะที่ภาษีนักท่องเที่ยวและค่าธรรมเนียมปลายทางถูกบวกเพิ่มทีละชั้น

ราคาห้องที่คุณตั้งเป็นแค่บรรทัดเดียวในบิลทั้งทริปของแขก — ปลายทางทั่วเอเชียกำลังบวกภาษีเข้าไปทีละชั้น แล้วค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาทที่ไทยเลื่อนมาหลายรอบล่ะ จะมาเมื่อไหร่

ญี่ปุ่นขึ้นภาษีนักท่องเที่ยวขาออก 3 เท่าเป็น 3,000 เยน — บทเรียน ‘ต้นทุนทั้งทริป’ สำหรับโรงแรมไทย

Market Analysis
📚 บทเรียนจากข่าว · Case Study

ราคาห้องที่คุณตั้งเป็นแค่บรรทัดเดียวในบิลทั้งทริปของแขก — ปลายทางทั่วเอเชียกำลังบวกภาษีเข้าไปทีละชั้น แล้ว ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ 300 บาทที่ไทยเลื่อนมาหลายรอบล่ะ จะมาเมื่อไหร่

TL;DR:
  • แหล่งข้อมูลและสาระหลัก: Nation Thailand (อ้าง Jiji Press, 29 มิ.ย. 2569) และสำนักข่าวญี่ปุ่น (1 ก.ค. 2569) รายงานตรงกันว่าญี่ปุ่นขึ้นภาษีนักท่องเที่ยวขาออกจาก 1,000 เป็น 3,000 เยน (ราว 640 บาท) มีผล 1 กรกฎาคม 2569 ตั้งเป้ารายได้ 130,000 ล้านเยนต่อปี เพื่อแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง
  • ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: ปลายทางกำลังบวกต้นทุนเข้าไปในบิลทั้งทริปของแขกทีละชั้น ราคาห้องของเราจึงมีช่องให้ขยับขึ้นเหลือน้อยลง ขณะที่ค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาทของไทยยังรอ ครม. อนุมัติและเลื่อนมาหลายรอบ
  • สัญญาณการลงมือทำ: อย่ามองแค่ ADR ของตัวเอง — ประเมินต้นทุนรวมทั้งทริปที่แขก segment หลักจ่ายจริง แล้ววางราคากับสื่อสารมูลค่าให้ชัด ก่อนค่าธรรมเนียมของไทยจะมาเพิ่มอีกชั้น

Nation Thailand ซึ่งอ้างรายงานของ Jiji Press เมื่อ 29 มิถุนายน 2569 และรายงานจากสื่อญี่ปุ่นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2569 ระบุตรงกันว่า ญี่ปุ่นปรับขึ้นภาษีนักท่องเที่ยวขาออกซึ่งบวกอยู่ในตั๋วเครื่องบิน จาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน หรือราว 640 บาทต่อคน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมทั้งชาวต่างชาติและคนญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศ ยกเว้นเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีและผู้ที่แวะเปลี่ยนเครื่องไม่เกิน 24 ชั่วโมง รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าว่าการขึ้นภาษีนี้จะดันรายได้เป็น 130,000 ล้านเยนต่อปี เพื่อนำไปแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองและกระจายคนออกไปเมืองรอง

ผมหยิบข่าวเก่าเมื่อปลายเดือนที่แล้วชิ้นนี้มาเล่า ไม่ใช่เพราะอยากให้จับตาญี่ปุ่น แต่เพราะมันคือสัญญาณของเทรนด์ที่กำลังเดินมาถึงไทยเต็ม ๆ ปลายทางท่องเที่ยวทั่วเอเชียกำลังทยอยบวกต้นทุนเข้าไปในบิลการเดินทางของนักท่องเที่ยวทีละชั้น และไทยเองก็มีค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาทที่รอประกาศใช้อยู่ ประเด็นสำหรับคนทำโรงแรมจึงไม่ใช่แค่ว่าราคาห้องเราเท่าไร แต่คือ ในบิลทั้งทริปที่แขกต้องจ่าย ราคาห้องเราเป็นสัดส่วนแค่ไหน และเมื่อต้นทุนส่วนอื่นถูกบวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ราคาห้องเรายังมีช่องให้ขยับอีกแค่ไหน

ทำไมภาษีนักท่องเที่ยวขาออกของญี่ปุ่นถึงเป็นเรื่องที่โรงแรมไทยต้องอ่าน?

เหตุผลที่ญี่ปุ่นให้ไว้ตรงไปตรงมา คือใช้ภาษีขาออกเป็นเครื่องมือจัดการปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง ทั้งความแออัดและพฤติกรรมที่รบกวนแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม แล้วเอาเงินไปกระจายคนออกไปเมืองรอง ตัวเลขที่รายงานไว้คือ รายได้จากภาษีนี้เคยแตะราว 52,500 ล้านเยนในปีงบประมาณ 2024 และตั้งเป้าจะขึ้นไปถึง 130,000 ล้านเยนในปีงบประมาณ 2026 นี่ไม่ใช่การขึ้นภาษีเล็ก ๆ แต่เป็นการเพิ่มขึ้น 3 เท่าในครั้งเดียว

ที่ผมอยากให้โรงแรมไทยอ่านคือ ญี่ปุ่นไม่ใช่ปลายทางเดียวที่ทำแบบนี้ ทั่วโลกกำลังใช้ภาษีและค่าธรรมเนียมมาจัดการนักท่องเที่ยวและหารายได้ และไทยก็มีคิวของตัวเองอยู่ เมื่อทุกปลายทางบวกต้นทุนเข้าไปในบิลของแขก สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ แขกไม่ได้เทียบราคาห้องเรากับคู่แข่งแบบโดด ๆ แต่เขาเทียบว่าทั้งทริปของเขาจ่ายเท่าไร และในก้อนนั้นค่าห้องเป็นแค่ส่วนเดียว การมองแค่ ADR ของตัวเองโดยไม่มองบิลทั้งทริป จึงทำให้เราตัดสินใจเรื่องราคาผิดทิศได้ง่ายมาก

ในบริบทไทย ภาพยิ่งชัด นักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงราว 3.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ค่าเงินบาทที่แข็งก็ทำให้ราคาสินค้าและบริการในสายตานักท่องเที่ยวแพงขึ้น และ TAT เองก็หันมาเน้นกลยุทธ์คุณค่ามากกว่าปริมาณ ทั้งหมดนี้คือสภาพแวดล้อมที่ต้นทุนของแขกกำลังถูกกดดันจากหลายทางพร้อมกัน ก่อนที่ค่าเหยียบแผ่นดินจะเข้ามาเพิ่มอีกชั้น

💡 BoydWee เห็นว่า — ต้นทุนทั้งทริป: ราคาห้องคือบรรทัดเดียว ไม่ใช่ทั้งบิล

เอาตรง ๆ ผมว่าจุดที่โรงแรมไทยพลาดกันบ่อยที่สุดเวลาตลาดเริ่มฝืด คือการรีบมองไปที่ราคาห้องของตัวเองเป็นอย่างแรก ทั้งที่แขกไม่ได้ตัดสินใจจากราคาห้องอย่างเดียว เขาตัดสินใจจากบิลทั้งทริป คือตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ค่ากินเที่ยว transfer แล้วก็ค่าธรรมเนียมจิปาถะที่ปลายทางบวกเข้ามา ค่าห้องของเราเป็นเพียงบรรทัดเดียวในใบเสร็จก้อนนั้น และมักเป็นบรรทัดที่เล็กกว่าที่เราคิด

พอมองแบบนี้ ข่าวภาษีญี่ปุ่นกับค่าเหยียบแผ่นดินของไทยจะไม่ใช่แค่ข่าวนโยบายไกลตัว แต่มันคือการเตือนว่า พื้นที่ให้เราขยับราคาห้องกำลังถูกบีบจากด้านอื่นของใบเสร็จ ถ้าต้นทุนส่วนอื่นแพงขึ้น แขกที่มีงบจำกัดก็เหลือเงินสำหรับค่าห้องน้อยลง คำถามที่คมกว่าคำถามว่าจะตั้งราคาห้องเท่าไร จึงเป็น เราให้ความคุ้มค่าต่อทุกบาทที่แขกจ่ายทั้งทริปได้แค่ไหน โรงแรมที่ตอบคำถามนี้ได้ จะแข่งได้โดยไม่ต้องเป็นคนที่ราคาถูกที่สุดในตลาด

ค่าห้องเป็นแค่กี่ % ของบิลทั้งทริป — และทำไมลดราคาห้องถึงขยับแขกน้อยกว่าที่คิด (ภาพจำลอง)

ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ 2 คน (สมมติ long-haul)24,000 บาท · ~52%
ที่พัก 4 คืน × ADR 2,50010,000 บาท · ~22%
อาหาร กิจกรรม transfer 4 วัน11,400 บาท · ~25%
ค่าเหยียบแผ่นดิน 2 คน (ถ้าบังคับใช้)600 บาท · ~1.3%
รวมทั้งทริปโดยประมาณ46,000 บาท
ลดราคาห้อง 10% (−1,000) = แขกประหยัดแค่~2.2% ของทริป · แต่ RevPAR หาย 10%

ตัวเลขในกล่องนี้เป็นภาพจำลองเชิงทิศทาง (scenario) ของแขก FIT long-haul หนึ่งคู่ ไม่ใช่ตัวเลขจริงของโรงแรมหรือตลาดใดตลาดหนึ่ง และไม่ใช่การรับประกันผล จุดสำคัญคือ สำหรับแขกกลุ่มนี้ ค่าห้องเป็นเพียงราว 22% ของบิลทั้งทริป ดังนั้นการลดราคาห้อง 10% ช่วยให้แขกประหยัดเพียงราว 2.2% ของทริป ซึ่งมักไม่พอจะเปลี่ยนใจเขา แต่กลับทำให้ RevPAR ของเราหายไป 10% เต็ม ๆ ตรงข้ามกับการเอางบก้อนเดียวกันไปเพิ่มมูลค่าในส่วนที่แขกให้ค่า สัดส่วนจริงต่างกันตาม segment และความอ่อนไหวต่อราคาของแต่ละตลาด ควรทดสอบกับ pickup ของโรงแรมตัวเอง

ผลกระทบกับโรงแรมไทยใน 3 กรอบเวลา

⏱ 3-6 เดือน: ก่อนไฮซีซั่น โรงแรมไทยควรอ่าน ‘บิลทั้งทริป’ ของแขกอย่างไร?

การบ้านช่วง 3-6 เดือนก่อนไฮซีซั่นคือ ลองประเมินคร่าว ๆ ว่าแขก segment หลักของเราจ่ายทั้งทริปเท่าไร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ค่ากินเที่ยว transfer และค่าธรรมเนียมปลายทาง แล้วดูว่าค่าห้องของเราเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของบิลนั้น สำหรับ FIT long-haul ค่าห้องมักเป็นเพียงหนึ่งในห้าถึงหนึ่งในสี่ของบิลทั้งทริป

ตัวเลขนี้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องราคาไปเลย เพราะมันบอกว่าการลดราคาห้อง 10% อาจช่วยให้แขกประหยัดเพียง 2-3% ของทริป ซึ่งแทบไม่ขยับการตัดสินใจของเขา แต่กลับทำให้ RevPAR ของเราหายไปเต็ม ๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหรือ GM ของโรงแรม 80 ห้องในภูเก็ตหรือหัวหิน การรู้สัดส่วนนี้ช่วยให้เลือกได้ว่าควรทุ่มงบไปที่การลดราคา หรือไปที่การเพิ่มมูลค่าในส่วนที่แขกให้ค่าและรู้สึกได้จริง

📅 6-12 เดือน: ถ้า ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ 300 บาทมาจริง จะกระทบราคาและ segment ของเราตรงไหน?

ค่าเหยียบแผ่นดินของไทยกำหนดไว้ที่ 300 บาทสำหรับผู้เดินทางเข้าทางอากาศ และ 150 บาทสำหรับทางบกและทางน้ำ โดยเงินจะนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวและทำประกันให้นักท่องเที่ยว ณ กลางปี 2569 ยังรอ ครม. อนุมัติกลไกจัดเก็บและเลื่อนมาหลายรอบแล้ว ถ้ามาจริง ผลกระทบจะไม่เท่ากันทุก segment

สำหรับแขก long-haul ที่จ่ายทั้งทริปหลักหลายหมื่นบาท ค่า 300 บาทแทบไม่รู้สึก แต่สำหรับแขกเดินทางสั้นหรือ short-haul ที่งบทั้งทริปเล็กกว่า สัดส่วนนี้จะรู้สึกได้มากกว่า โรงแรมที่พึ่งตลาดอ่อนไหวด้านราคาจึงควรเตรียมสคริปต์สื่อสารไว้ล่วงหน้าว่าค่าธรรมเนียมนี้คืออะไรและครอบคลุมอะไร เพื่อไม่ให้แขกรู้สึกโดนบวกเงียบ ๆ ตอนเช็กเอาต์ และควรพิจารณาว่าจะรวมค่านี้ไว้ในบางแพ็กเกจเพื่อลดแรงเสียดทานตอนจองหรือไม่

🔭 2-3 ปี: เมื่อต้นทุนปลายทางบวกเพิ่มทุกปี ไทยจะรักษาความสามารถแข่งขันด้านราคาไว้อย่างไร?

ภาพระยะยาวคือ ปลายทางท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังใช้ภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นเครื่องมือจัดการนักท่องเที่ยวล้นเมืองและหารายได้ เมื่อทุกปลายทางบวกต้นทุนเข้าไปในบิลของแขก การแข่งขันจะไม่ได้อยู่ที่ใครมีราคาห้องถูกที่สุด แต่อยู่ที่ใครให้ความคุ้มค่าต่อบาทที่แขกจ่ายทั้งทริปได้มากที่สุด

ทิศทางนี้สอดคล้องกับที่ TAT วางกลยุทธ์เน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ และใกล้เคียงกับแนวคิดที่ผมเคยเขียนถึงโรงแรมเมืองรองที่เปลี่ยนช่วงเงียบเป็นโอกาสด้วยการกระจายตลาดและสร้างมูลค่า แทนการแข่งลดราคา โรงแรมไทยที่อยู่รอดในเกมนี้คือกลุ่มที่สร้างมูลค่าและประสบการณ์จนแขกยินดีจ่าย ไม่ใช่กลุ่มที่แข่งกันลดราคาห้องอย่างเดียว เพราะเมื่อต้นทุนปลายทางสูงขึ้นเรื่อย ๆ การแข่งด้านราคาจะยิ่งกินกำไรตัวเองโดยไม่ได้เพิ่มความสามารถแข่งขันจริง

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — อ่าน ‘บิลทั้งทริป’ 3 ขั้น ก่อนภาษีชั้นใหม่มา

  1. อ่านบิลทั้งทริป — รู้ว่าค่าห้องเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่แขกจ่าย — ประเมินคร่าว ๆ ว่าแขก segment หลักของเราจ่ายทั้งทริปเท่าไร ทั้งตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ค่ากินเที่ยว transfer และค่าธรรมเนียมปลายทาง แล้วคำนวณว่าค่าห้องเราเป็นสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อรู้ว่าการขยับ ADR ส่งผลต่อการตัดสินใจของแขกจริงแค่ไหน
  2. เตรียมสคริปต์สื่อสารค่าธรรมเนียม ก่อนค่าเหยียบแผ่นดินมา — เตรียมข้อความอธิบายว่าค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวคืออะไรและครอบคลุมอะไร เช่น ประกันและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อไม่ให้แขกรู้สึกโดนบวกเงียบ ๆ และพิจารณาว่าจะรวมค่านี้ไว้ในบางแพ็กเกจเพื่อลดแรงเสียดทานตอนจองหรือไม่
  3. ทดลองย้ายงบจากลดราคา ไปเพิ่มมูลค่าที่แขกให้ค่า — แทนที่จะลดราคาห้องตรง ๆ ให้ทดลองย้ายงบส่วนนั้นไปเพิ่มมูลค่าในบิลก้อนใหญ่ที่แขกให้ค่า เช่น อาหาร กิจกรรม หรือ transfer แล้ววัด pickup และอัตราการปิดการขายเทียบกับช่วงที่ลดราคาห้องตรง ๆ

(ตัวอย่างและการคาดการณ์ในบทความเป็นภาพประกอบเชิงทิศทาง ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนหรือการรับประกันผล ตัวเลขค่าธรรมเนียมและวันบังคับใช้อ้างอิงตามที่ปรากฏในแหล่งข่าว ณ วันเผยแพร่ ควรตรวจสอบประกาศทางการล่าสุดก่อนตัดสินใจ)

สิ่งที่ผมอยากให้จำกลับไปจากข่าวภาษีญี่ปุ่นชิ้นนี้ ไม่ใช่ตัวเลข 3,000 เยน แต่คือมุมมองว่า ราคาห้องของเราไม่เคยอยู่ลำพัง มันอยู่ในใบเสร็จก้อนใหญ่ที่ปลายทางกำลังบวกต้นทุนเข้าไปทีละบรรทัด เมื่อเรามองเห็นทั้งบิล เราจะเลิกเชื่อว่าการลดราคาห้องคือคำตอบเดียวเวลาตลาดฝืด และเริ่มมองหาว่าจะเพิ่มความคุ้มค่าให้แขกตรงไหนได้บ้างโดยไม่ต้องเผา ADR ของตัวเอง

คำถามที่อยากฝากไว้คือ ระหว่างการแข่งกันลดราคาห้อง ซึ่งเป็นแค่ 20% กว่า ๆ ของบิลแขกและกินกำไรเราเต็ม ๆ กับการลงมือทำความเข้าใจบิลทั้งทริปแล้วเพิ่มมูลค่าในจุดที่แขกให้ค่า โรงแรมของคุณกำลังเลือกทางไหน และถ้าอีกไม่นานค่าเหยียบแผ่นดินมาถึงจริง คุณเตรียมคำตอบให้แขกไว้แล้วหรือยัง

แหล่งข้อมูลหลัก: Japan to raise tourist departure tax to 3,000 yen amid overtourism — Nation Thailand (อ้าง Jiji Press) () · ยืนยันโดย Japan Times () · ข้อมูลค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาทและการเลื่อนบังคับใช้ อ้างอิงรายงานกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และรายงานภาคท่องเที่ยวไทยช่วงกลางปี 2569

อยากลองไล่ดูว่าแขก segment หลักของโรงแรมคุณจ่ายทั้งทริปเท่าไร และค่าห้องเราเป็นสัดส่วนแค่ไหน ก่อนจะตัดสินใจเรื่องราคาในซีซั่นหน้า — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Exit mobile version