
โรงแรมคุณวัดผลด้วย RevPAR หรือ “คนต่อห้อง” — ตัวเลข 249 เหลือ 228 ในรายงาน KResearch ไม่ใช่มาตรวัดที่ธุรกิจโรงแรมใช้ตัดสินใจ
งานวิจัยจากสถาบันชื่อใหญ่ถูกส่งต่อในวันเดียว ก่อนเอาไปตั้งราคาหรือตั้งงบ ต้องถามก่อนว่าตัวเลขนี้วัดอะไร นับจากไหน
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (26 ตุลาคม 2569) ใช้ “นักท่องเที่ยวพักค้างเฉลี่ยต่อห้อง” ที่ลดจาก 249 คนในปี 2562 เหลือ 228 คนในปี 2569 (ค่าคาดการณ์) อธิบายการแข่งขันด้านราคาของโรงแรมไทย และสื่อหลายสำนักรายงานต่อในวันเดียวกัน
- ตัวเลขนี้นับจำนวนคนต่อปี ไม่ได้นับห้องที่ขายได้ต่อคืนหรือรายได้ ซึ่งเป็นหน่วยของมาตรวัดผลโรงแรมตามหลักสากล และข้อมูลตั้งต้นบางชุดยังไม่ตรงกันเอง
- โรงแรมไทยควรวัดผลตัวเองด้วยมาตรวัดสากล และตรวจหน่วยกับที่มาของตัวเลขตลาดก่อนนำไปใช้ตัดสินใจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปไว้ในรายงานฉบับ 26 ตุลาคม 2569 ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างเฉลี่ยต่อห้องที่ลดจาก 249 คนเหลือ 228 คน ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องแข่งขันด้านราคา
ถ้าคุณเป็น GM หรือเจ้าของโรงแรม ลองเปิดรายงานประจำวันจาก PMS แล้วหาบรรทัดที่นับ “คนต่อห้องต่อปี” คุณจะไม่เจอ เพราะไม่มีโรงแรมไหนใช้ตัวเลขนี้ตัดสินใจ แล้วทำไมตัวเลขนี้ถึงกำลังจะเข้าไปอยู่ในห้องประชุมตั้งราคาและตั้งงบของโรงแรมหลายแห่ง
▍ตัวเลข 249 เหลือ 228 คนต่อห้องคิดมาอย่างไร และทำไมมันไม่บอกว่าโรงแรมขายได้กี่ห้อง ในราคาเท่าไร?
รายงาน In-depth Research ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยฉบับ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่าจำนวนห้องพักเพิ่มเร็วกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มพักค้างแรม ทำให้ “จำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างเฉลี่ยต่อห้อง” ลดจาก 249 คนต่อห้องในปี 2562 เหลือ 228 คนต่อห้องในปี 2569 ซึ่งรายงานมองว่าทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องแข่งขันด้านราคา ตัวเลขนี้คือจำนวนนักท่องเที่ยวพักค้างทั้งปีหารด้วยจำนวนห้องพัก โดยใช้ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
เมื่อแตกตัวเลขในรายงานเอง ปี 2562 ใช้นักท่องเที่ยวพักค้างรวมทั่วประเทศ 195.16 ล้านคน หารด้วยห้อง 784,118 ห้อง ได้ราว 249 ส่วนปี 2569 เป็นค่าคาดการณ์ กราฟในรายงานพิมพ์ไว้ว่า 227.5 ในปี 2026f ไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงทั้งปี
สิ่งที่ตัวเลขนี้ไม่มีคือ 2 เรื่องที่โรงแรมใช้ตัดสินใจทุกวัน เรื่องแรกคือจำนวนห้องที่ขายได้ต่อคืน เพราะแขก 2 คนในห้องเดียวกันถูกนับเป็น 2 คน และแขก 1 คนที่พัก 7 คืนถูกนับเป็น 1 คน เรื่องที่ 2 คือรายได้ เพราะไม่มีราคาห้องอยู่ในสูตรเลย ตัวเลขนี้จึงบอกภาพใหญ่ได้ว่าห้องโตเร็วกว่าคน แต่บอกไม่ได้ว่าโรงแรมแห่งหนึ่งควรขายราคาเท่าไร
▍RevPAR คืออะไร และอ่านอย่างไร?
RevPAR (Revenue per Available Room) คือรายได้ห้องพักหารด้วยจำนวนห้องที่มีขายในช่วงเวลาเดียวกัน หรือเท่ากับ Occupancy (สัดส่วนห้องที่ขายได้) คูณ ADR (Average Daily Rate — ราคาห้องเฉลี่ยที่ขายได้จริง) เช่น โรงแรมขายได้ 70% ที่ราคาเฉลี่ย 2,000 บาท RevPAR เท่ากับ 1,400 บาท ข้อระวังมี 2 ข้อ ข้อแรก RevPAR นับเฉพาะรายได้ห้องพัก ถ้าโรงแรมมีรายได้อาหารหรือห้องประชุมมาก ต้องดู TRevPAR ประกอบ ข้อที่ 2 RevPAR ที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่ากำไรสูงขึ้นเสมอ ถ้าได้มาจากการขายห้องเพิ่มที่มีต้นทุนต่อห้องสูง ต้องดู GOPPAR คู่กัน
▍มาตรวัดผลโรงแรมตามหลักสากลมีอะไรบ้าง และตัวไหนใช้ทำอะไร?
มาตรฐานบัญชีที่โรงแรมทั่วโลกใช้อ้างอิงคือ USALI (ระบบบัญชีมาตรฐานของธุรกิจที่พัก) ซึ่งสมาคม HFTP เป็นผู้จัดพิมพ์ โดยฉบับปรับปรุงครั้งที่ 12 เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ส่วนการเทียบผลงานกับคู่แข่ง วงการใช้ดัชนีแบบที่ STR เผยแพร่ มาตรวัดเหล่านี้มีจุดร่วมคือ ตั้งบนหน่วย “ห้องต่อคืน” และ “รายได้” ไม่ใช่จำนวนคน
แบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นแรกคือผลงานด้านห้องพัก ได้แก่ Occupancy (ห้องที่ขายได้ ÷ ห้องที่มีขาย) ADR (รายได้ห้องพัก ÷ ห้องที่ขายได้) และ RevPAR (รายได้ห้องพัก ÷ ห้องที่มีขาย) ชั้นที่ 2 คือผลงานทั้งโรงแรม ได้แก่ TRevPAR (รายได้รวมทุกแผนก ÷ ห้องที่มีขาย) และ GOPPAR (กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงาน ÷ ห้องที่มีขาย) ชั้นที่ 3 คือส่วนแบ่งเทียบคู่แข่ง ได้แก่ MPI (Market Penetration Index — Occupancy ของเรา ÷ Occupancy ของ Comp Set × 100) ARI (ADR ของเรา ÷ ADR ของ Comp Set × 100) และ RGI (RevPAR ของเรา ÷ RevPAR ของ Comp Set × 100) ค่า 100 แปลว่าได้ตามส่วนของตัวเองพอดี
| ชั้น | มาตรวัด | สูตร | ตอบคำถาม |
|---|---|---|---|
| ห้องพัก | Occupancy | ห้องที่ขายได้ ÷ ห้องที่มีขาย | ขายห้องได้กี่ส่วน |
| ห้องพัก | ADR | รายได้ห้องพัก ÷ ห้องที่ขายได้ | ขายได้ราคาเฉลี่ยเท่าไร |
| ห้องพัก | RevPAR | รายได้ห้องพัก ÷ ห้องที่มีขาย | ทุกห้องที่มีสร้างรายได้เท่าไร |
| ทั้งโรงแรม | TRevPAR | รายได้รวม ÷ ห้องที่มีขาย | รวมรายได้ทุกแผนกแล้วเท่าไร |
| ทั้งโรงแรม | GOPPAR | กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงาน ÷ ห้องที่มีขาย | เหลือกำไรต่อห้องเท่าไร |
| เทียบคู่แข่ง | MPI / ARI / RGI | ของเรา ÷ Comp Set × 100 | ชนะหรือแพ้คู่แข่งที่แย่งแขกกลุ่มเดียวกัน |
▍ข้อมูลตั้งต้นของตัวเลขชุดนี้ มีจุดไหนที่ควรตรวจก่อนนำไปใช้?
จุดแรกอยู่ในรายงานเอง รูปที่ 9 ของ KResearch แสดงจำนวนห้องทั่วประเทศครึ่งแรกปี 2569 ไว้ 2 ค่า กราฟและเนื้อความใช้ 8.76 แสนห้อง (+3.4%) แต่ตารางข้างกันพิมพ์ 846,596 ห้อง ซึ่งต่ำกว่าสิ้นปี 2568 (847,029 ห้อง) ทั้งที่กำกับไว้ว่า +3.4% เราคำนวณแล้วว่าถ้าเป็น 876,596 ห้องจะได้ +3.5% ตรงกับกราฟ จึงน่าจะเป็นการพิมพ์ผิด แต่ข้อนี้เป็นการสันนิษฐานของเรา ยังไม่ได้รับการยืนยันจากผู้จัดทำ
จุดที่ 2 อยู่ที่ตัวตั้ง ไฟล์สถิติท่องเที่ยวรายจังหวัดปี 2568 (ฉบับปรับปรุง ณ 17 มิถุนายน 2569) ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างชาติทุกจังหวัดได้ 79.2 ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศทั้งปีมี 32.97 ล้านคน ต่างกันราว 2.4 เท่า เพราะสถิติรายจังหวัดนับคนที่เที่ยวหลายจังหวัดซ้ำตามจังหวัดที่ไป ไฟล์เดียวกันยังมี “จำนวนผู้เข้าพัก” 176.3 ล้านคน ซึ่งไม่ตรงกับ 199.49 ล้านคนที่รายงานใช้เป็นนักท่องเที่ยวพักค้าง ผู้อ่านจึงไม่รู้ชัดว่าตัวตั้งคือชุดไหน
จุดที่ 3 อยู่ที่อัตราการเข้าพัก รายงานระบุว่าอัตราการเข้าพัก 9 เดือนแรกปี 2569 “เติบโตเพียง 0.18% (YoY)” ซึ่งตรงกับชีตยอดสะสมของกระทรวงฯ ที่ระบุ 55.64% เทียบ 55.46% แต่ในไฟล์เดียวกัน อัตราการเข้าพักรายเดือนทั้งประเทศอยู่ระหว่าง 65.05% ถึง 76.34% ทุกเดือน ค่าสะสมจึงต่ำกว่าทุกเดือน และท้ายไฟล์มีหมายเหตุว่า “ปรับโครงสร้างการคำนวณ” โดยข้อมูลเดือนเมษายนถึงกันยายนยังเป็นข้อมูลเบื้องต้น นอกจากนี้ 0.18 คือส่วนต่างเป็นจุดเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่การเติบโต 0.18%
จุดที่ 4 อยู่ที่ตัวหาร จำนวนห้องในสถิติขึ้นกับที่พักที่อยู่ในระบบ แต่ตลาดจริงมีที่พักนอกระบบด้วย ภูเก็ตเคยมีใบอนุญาตโรงแรมที่หมดอายุหรือค้างดำเนินการกว่า 300 แห่ง กรมการปกครองยังตรวจจับที่พักไม่มีใบอนุญาตเป็นระยะ และรายงานเองก็อ้างข้อมูล AirDNA ว่ามีห้องเช่าราว 50,000 ห้องใน 5 จังหวัดหลัก เท่ากับราว 10% ของห้องที่จดทะเบียนในจังหวัดเหล่านั้น
💡 BoydWee เห็นว่า — RevPAR หรือ “คนต่อห้อง”: ชื่อสถาบันใหญ่ไม่ได้ทำให้มาตรวัดนี้ใช้กับโรงแรมได้
ถ้าไม่รู้ว่าโรงแรมวัดผลด้วยหน่วยห้องต่อคืนและรายได้ ตัวเลข “คนต่อห้อง” จะพาไปตัดสินใจผิดได้ 2 ทาง ทางแรก เจ้าของอ่านว่าแขกต่อห้องลดลง 8% แล้วสั่งลดราคา ทั้งที่ Occupancy และ RevPAR ของโรงแรมตัวเองยังทรงตัว ทางที่ 2 ทีมเห็นว่าตัวเลขนี้แย่ลงแล้วโทษตลาดทั้งหมด จนไม่ได้ดูว่าโรงแรมเสียส่วนแบ่งให้คู่แข่งในย่านเดียวกันหรือเปล่า
ความเสียหายลามไปไกลกว่าราคา รายงานจากสถาบันการเงินชื่อใหญ่ถูกสื่อหลายสำนักรายงานต่อในวันเดียว ตัวเลขนั้นจึงเข้าไปอยู่ในห้องประชุมเจ้าของ ในเอกสารขอสินเชื่อ และในการตัดสินใจลงทุนของคนที่ไม่ได้เปิดอ่านนิยามท้ายตาราง ยิ่งชื่อผู้เผยแพร่น่าเชื่อถือ คนก็ยิ่งตั้งคำถามน้อยลง
ต้องบอกให้ชัดว่างานวิจัยนี้มีด้านที่เป็นประโยชน์จริง การรวบรวมข้อมูลการปิดกิจการ ผลขาดทุนแยกตามขนาดธุรกิจ ต้นทุนผันแปร กฎหมายที่พักฉบับใหม่ และ ESG ไว้ในฉบับเดียว ช่วยให้โรงแรมเห็นความเสี่ยงที่กำลังมา สิ่งที่เราขอมีเพียงการคัดกรองตัวชี้วัด เพราะปัญหาอยู่ที่การหยิบตัวชี้วัดระดับประเทศที่นับคน มาอธิบายการตัดสินใจระดับโรงแรมที่ต้องนับห้องต่อคืนและรายได้
สิ่งที่ถูกมองข้ามมากที่สุด จากที่ผมเห็นในวงการ คือข้อมูลที่ทุกฝ่ายใช้กันมีพื้นฐานคนละแบบ ข้อมูลของสมาคมโรงแรมมาจากสมาชิก ซึ่งต้องเป็นโรงแรมที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และเป็นส่วนน้อยของที่พักทั้งหมด ขณะที่ที่พักนอกระบบมีจำนวนมาก (ข้อนี้เป็นข้อสังเกตจากประสบการณ์ของเรา ยังไม่มีตัวเลขทางการรองรับ) เมื่อตัวตั้งและตัวหารครอบคลุมคนละกลุ่ม ผลหารจึงอาจบอกอะไรที่ตลาดจริงไม่ได้เป็น
และต้องยอมรับตรง ๆ ว่าร่างบทความของเราเองเมื่อเช้านี้ก็หยิบตัวเลข 249 เหลือ 228 ขึ้นพาดหัว ก่อนที่จะย้อนกลับไปเปิดนิยามในรายงานฉบับเต็ม นั่นคือเหตุผลที่บทความนี้เกิดขึ้น
“คนต่อห้อง” ลด แต่ Occupancy เพิ่มได้: โรงแรม 100 ห้อง (สถานการณ์จำลอง)
สถานการณ์จำลอง ไม่ใช่ข้อมูลของโรงแรมจริงหรือของตลาดไทย: จำนวนแขก ระยะเวลาพัก และจำนวนคนต่อห้องเป็นสมมติฐานทั้งหมด ตั้งใจแสดงเพียงว่าเมื่อแขกพักนานขึ้นหรือมาพักห้องละคนน้อยลง ตัวเลขคนต่อห้องลดลงได้ขณะที่ห้องที่ขายได้จริงเพิ่มขึ้น ตัวเลข 249 และ 228 ใช้เป็นตัวอย่างให้เห็นภาพเท่านั้น
▍ถ้าโรงแรมไม่วัดผลด้วยมาตรวัดของตัวเอง จะเสียอะไร และเมื่อไหร่
⏱ 3-6 เดือน: ถ้าไม่แยกตัวเลขตลาดออกจากตัวเลขของโรงแรมเอง จะเสียอะไรตอนตั้งราคาไฮซีซั่น?
เสีย ADR จากการลดราคาที่ไม่จำเป็น ข้อความอย่าง “แขกต่อห้องลดลง ตลาดแข่งราคา” ฟังเป็นเหตุผลให้ลดราคาได้ง่าย แต่ถ้า Occupancy และ Booking Pace ของโรงแรมคุณยังไม่ลด การลดราคาตามตัวเลขระดับประเทศคือการยอมเสียรายได้ทั้งที่ยังไม่มีสัญญาณจากลูกค้าของตัวเอง
📅 6-12 เดือน: ถ้าไม่ใช้ RevPAR และ GOPPAR ตั้งงบปี 2570 จะเสียอะไรตอนคุยกับเจ้าของและธนาคาร?
เสียความน่าเชื่อถือของตัวเลขที่ใช้ขออนุมัติ ศูนย์วิจัยฯ ประเมินว่าต้นทุนผันแปรคิดเป็นราว 40-45% ของต้นทุนทั้งหมดและมีทิศทางสูงขึ้น ถ้างบปี 2570 ตั้งจากตัวเลขตลาดที่ไม่มีหน่วยห้องและรายได้ เจ้าของจะเห็นแค่ว่า “ตลาดแย่” แต่ไม่เห็นว่าโรงแรมทำกำไรต่อห้องได้เท่าไร ผมว่างบที่ใช้คุยกับเจ้าของหรือธนาคารควรมีอย่างน้อย RevPAR, GOPPAR และ RGI เทียบ Comp Set
🔭 2-3 ปี: ถ้าไม่ใช้มาตรวัดกลางที่เทียบกันได้ โรงแรมไทยจะเสียอะไรให้ใคร?
เสียการตัดสินใจลงทุนที่ดีให้กับข้อมูลที่ไม่ชัด รายงานแนะนำว่าผู้ลงทุนโครงการใหม่ควรดูความหนาแน่นของโรงแรมในพื้นที่ ซึ่งถูกต้อง แต่ถ้าความหนาแน่นนั้นวัดด้วยตัวเลขที่นับคนซ้ำและไม่รวมที่พักนอกระบบ ทั้งนักลงทุน ธนาคาร และโรงแรมเดิมจะอ่านตลาดคลาดไปพร้อมกัน ผมมองว่าตลาดที่ใช้ RevPAR และ RGI เป็นภาษากลางจะต่อรองกับนักลงทุน ธนาคาร และ OTA ได้ด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้
⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้
- Audit: ดึง Occupancy, ADR และ RevPAR รายเดือนของปี 2568 และ 2569 จาก PMS ก่อนเปิดรายงานตลาดใด ๆ — แยกห้องฟรีและห้องใช้ภายในออกก่อน ไม่อย่างนั้น Occupancy จะสูงเกินจริงและ ADR จะต่ำเกินจริง แล้วใส่ TRevPAR และ GOPPAR ถ้าระบบบัญชีแยกแผนกได้
- Match: เลือก Comp Set 4-6 แห่งที่แย่งแขกกลุ่มเดียวกันจริง แล้วหา MPI, ARI และ RGI รายเดือน — ใช้รายงาน STR ถ้ามี หรือแลกข้อมูลในกลุ่มโรงแรมของพื้นที่ ส่วนข้อมูลตลาดจากรัฐหรือสถาบันวิจัย ให้ใช้เป็นบริบทหลังจากปรับช่วงเวลาและนิยามให้เทียบกันได้แล้วเท่านั้น
- Trial: ตั้งกติกา 1 เดือนว่าตัวเลขตลาดทุกตัวที่ถูกยกมาในห้องประชุม ต้องบอก 4 อย่างก่อนใช้ตัดสินใจราคา — ได้แก่ หน่วย (คน ห้อง หรือห้องต่อคืน) แหล่งที่มา ช่วงเวลา และเป็นค่าจริงหรือค่าคาดการณ์ แล้วจดว่ามีการตัดสินใจครั้งไหนที่เปลี่ยนไปเพราะกติกานี้
จำนวน Comp Set 4-6 แห่ง และกติกา 4 ข้อเป็นข้อเสนอของเราเพื่อเริ่มทดลอง ไม่ได้มาจากรายงานต้นทาง ถ้าต้องซื้อรายงาน benchmark หรือเครื่องมือเพิ่ม ราคา vendor เปลี่ยนได้ ขอ quote ตรงเสมอ อ่านวิธีเลือก Comp Set เพิ่มเติมได้ที่ Comp Set โรงแรม เลือกยังไงให้ Benchmark มีความหมาย และจุดที่ข้อมูลในโรงแรมเพี้ยนบ่อยที่ 5 จุด Data โรงแรมเพี้ยนเงียบ ๆ
▍ข้อเสนอถึงนักวิเคราะห์: คัดกรองแหล่งข้อมูลที่วัดผลธุรกิจโรงแรมได้จริง
งานวิจัยที่รวบรวมภาพรวมของวงการเป็นสิ่งที่โรงแรมไทยได้ประโยชน์ และเราอยากเห็นมีต่อไป สิ่งที่ขอมีเพียงให้คัดกรองแหล่งข้อมูลและตัวชี้วัดที่วัดผลธุรกิจโรงแรมได้จริง ก่อนนำมาเป็นข้อสรุปที่วงการจะหยิบไปใช้ต่อ ข้อเสนอมี 4 ข้อ (1) ระบุหน่วยให้ชัดทุกครั้งว่าเป็นคน ห้อง หรือห้องต่อคืน และอย่าใช้ตัวชี้วัดที่นับคนเป็นเหตุผลอธิบายการแข่งขันด้านราคา (2) ถ้าจะพูดถึงผลงานของโรงแรม ให้ใช้มาตรวัดสากล คือ Occupancy, ADR และ RevPAR ซึ่งสถิติของกระทรวงฯ มีอัตราการเข้าพักรายเดือนอยู่แล้ว (3) แยกการเปลี่ยนแปลงแบบจุดเปอร์เซ็นต์ออกจากการเติบโตแบบเปอร์เซ็นต์ และระบุว่าเป็นข้อมูลเบื้องต้นหรือค่าคาดการณ์ (4) ถ้าข้อมูลต้นทางเปลี่ยนวิธีคำนวณ หรือตัวเลขในรายงานไม่ตรงกันเอง ให้แจ้งไว้ในรายงาน เพราะผู้อ่านส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเปิดไฟล์ต้นทาง
เรายินดีให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือคุยรายละเอียดของการคำนวณทุกตัวในบทความนี้ ถ้าเราตีความตัวเลขข้อไหนคลาดเคลื่อน ก็พร้อมแก้ไขให้ถูกต้อง
▍ตัวเลขที่ถูกส่งต่อมากที่สุด กับตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้จริง ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเดียวกัน
รายงานจากสถาบันชื่อใหญ่ช่วยให้วงการเห็นภาพรวมได้เร็ว แต่ภาพรวมระดับประเทศไม่ได้บอกว่าโรงแรมของคุณควรขายราคาเท่าไรคืนพรุ่งนี้ ตัวเลขที่บอกได้อยู่ใน PMS ของคุณเอง และในการเทียบกับคู่แข่งที่แย่งแขกกลุ่มเดียวกัน
เลือกได้ 2 ทาง: ใช้ตัวเลขที่ทุกคนพูดถึงเป็นเหตุผลในการตัดสินใจต่อไป ซึ่งง่ายและฟังน่าเชื่อถือในที่ประชุม หรือใช้เวลาครึ่งวันสัปดาห์นี้วาง RevPAR และ RGI ของโรงแรมตัวเองเทียบกับ Comp Set ซึ่งอาจทำให้พบว่าเหตุผลที่เคยใช้ลดราคา ไม่ได้มาจากลูกค้าของคุณเลย
ข้อมูลประกอบ: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติท่องเที่ยวรายจังหวัด ปี 2568 (ฉบับปรับปรุง) และ รายงานเบื้องต้น ม.ค.–ก.ย. 2569 · HFTP: USALI ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 12 () · STR: Occupancy Index / MPI
ถ้าอยากลองวาง RevPAR และ RGI ของโรงแรมคุณเทียบ Comp Set ที่แข่งกันจริง — ทักมาคุยกันได้เลย



