Site icon ไม่มีใครสอน กูสอน-การตลาดโรงแรมยุคใหม่ Drive ด้วย Data

RevPAR vs ADR vs Occupancy ต่างกันยังไง อ่านตัวไหนเมื่อไหร่

ภาพประกอบบทความ RevPAR vs ADR vs Occupancy ต่างกันยังไง อ่านตัวไหนเมื่อไหร่

RevPAR vs ADR vs Occupancy - ภาพประกอบบทความ Gusornhai

GUSORNHAI Hotel Comparison
Hotel Comparison

โรงแรมที่ Occupancy 90% อาจทำเงินได้น้อยกว่าโรงแรมที่ Occupancy 70% — และ RevPAR คือตัวที่บอกความจริงนั้น

ADR คือราคาเฉลี่ยต่อห้องที่ขายได้ Occupancy คืออัตราเข้าพัก RevPAR รวมสองตัวเข้าด้วยกัน สามตัวบอกคนละเรื่อง ตารางเทียบสูตร บอกอะไร ดูเมื่อไหร่

โดย BoydWee

คำตอบสั้น

ADR, Occupancy และ RevPAR วัดคนละเรื่องกัน: ADR (Average Daily Rate) คือราคาเฉลี่ยต่อห้องที่ “ขายได้จริง” · Occupancy คือสัดส่วนห้องที่ขายได้เทียบกับห้องทั้งหมด · RevPAR (Revenue Per Available Room) คือรายได้เฉลี่ยต่อห้องที่ “มีอยู่ทั้งหมด” ซึ่งรวม ADR กับ Occupancy เข้าด้วยกัน สูตรง่ายๆ คือ RevPAR = ADR × Occupancy ความสำคัญคือ ADR หรือ Occupancy ตัวเดียวบอกได้แค่ครึ่งเดียวของภาพ ส่วน RevPAR บอกว่าคุณ “ใช้ห้องที่มีทำเงินได้ดีแค่ไหน” — จึงเป็นตัวที่สะท้อนสุขภาพรายได้ได้ครบกว่า

มีกับดักหนึ่งที่ผมเห็นซ้ำๆ ในห้องประชุมโรงแรม: ทุกคนดีใจเมื่อ Occupancy แตะ 90% ราวกับมันคือชัยชนะ แต่พอถามต่อว่า “แล้วเราลดราคาลงไปเท่าไรเพื่อให้ได้ 90% นั้น?” — เงียบ เพราะ Occupancy สูงที่ได้มาจากการเทราคาทิ้ง อาจทำเงินได้น้อยกว่า Occupancy ต่ำกว่าที่รักษาราคาไว้ได้ นี่คือเหตุผลที่การดูตัวเลขผิดตัว นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด

บทความนี้จะแยกสามตัวเลขนี้ให้คมว่าแต่ละตัวบอกอะไร คำนวณยังไง และที่สำคัญที่สุด — ควรดูตัวไหนตอนไหน เพื่อไม่ให้ตัวเลขหนึ่งหลอกคุณ


เปรียบเทียบ ADR vs Occupancy vs RevPAR: สูตร บอกอะไร ดูเมื่อไหร่

สามตัวนี้ไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นเลนส์สามอันที่มองรายได้คนละมุม ตารางนี้สรุปให้เห็นพร้อมกัน:

ตัวชี้วัด สูตร บอกอะไร ดูเมื่อไหร่
ADR (Average Daily Rate) รายได้ห้องพัก ÷ จำนวนห้องที่ขายได้ “ราคาเฉลี่ยต่อห้องที่ขายได้จริง” — สะท้อนอำนาจตั้งราคา เมื่ออยากรู้ว่าราคาที่ขายแข็งหรืออ่อน, ประเมินกลยุทธ์ราคา
Occupancy ห้องที่ขายได้ ÷ ห้องทั้งหมดที่มี × 100 “ขายห้องออกไปได้กี่ %” — สะท้อน Demand และการเติมห้อง เมื่อดูว่าห้องเหลือเยอะไหม, วางแผน Operations และ staffing
RevPAR (Revenue Per Available Room) รายได้ห้องพัก ÷ ห้องทั้งหมดที่มี หรือ ADR × Occupancy “รายได้เฉลี่ยต่อห้องที่มีอยู่” — รวมราคาและการเติมห้องเข้าด้วยกัน เมื่ออยากรู้สุขภาพรายได้รวม, เทียบ performance ข้ามช่วง/ข้ามคู่แข่ง

จุดที่ต้องเห็นจากตาราง: ADR กับ Occupancy เป็น “ส่วนประกอบ” ส่วน RevPAR เป็น “ผลรวม” คุณดัน Occupancy ขึ้นได้ด้วยการลดราคา (ADR ตก) หรือดัน ADR ขึ้นได้ด้วยการขายแพง (Occupancy อาจตก) — แต่ RevPAR คือตัวที่บอกว่าโดยรวมแล้วคุณ “ใช้ห้องที่มีทำเงินได้ดีขึ้นหรือแย่ลง” เจาะลึก RevPAR ทีละขั้นได้ที่ RevPAR explained


ADR: บอกอำนาจตั้งราคา แต่ไม่บอกว่าขายได้เยอะแค่ไหน

ADR ตอบคำถามเดียว: “ห้องที่ขายออกไป ขายได้เฉลี่ยราคาเท่าไร” มันสะท้อนอำนาจในการตั้งราคาและคุณภาพของ Channel Mix — ถ้า ADR แข็ง แปลว่าตลาดยอมจ่ายราคาที่คุณตั้ง

แต่ ADR มีจุดบอดใหญ่: มันไม่สนว่าคุณขายได้กี่ห้อง โรงแรมที่ ADR 3,000 บาทแต่ขายได้แค่ 5 ห้องจาก 50 ห้อง มี ADR สวยแต่รายได้จริงน่าใจหาย ADR สูงจึงไม่ได้แปลว่าทำเงินดี ถ้าขายห้องออกไม่ได้ ความแตกต่างระหว่าง ADR กับ BAR และ Rack rate ที่หลายคนสับสน อ่านได้ที่ ADR vs BAR vs Rack


Occupancy: บอกว่าห้องเต็มแค่ไหน แต่ไม่บอกว่าคุ้มแค่ไหน

Occupancy ตอบว่า “ขายห้องออกไปได้กี่เปอร์เซ็นต์ของห้องทั้งหมด” มันสะท้อน Demand และความสามารถในการเติมห้อง และมีประโยชน์มากสำหรับการวางแผน Operations — ห้องเต็มแค่ไหน ต้องเตรียมแม่บ้านและของเท่าไร

แต่ Occupancy เพียวๆ คือตัวเลขที่หลอกได้ง่ายที่สุด เพราะมันดันขึ้นได้เสมอด้วยการลดราคา ถ้าเป้าหมายคือ Occupancy 100% คุณทำได้ในวันนี้ด้วยการขายห้องราคา 500 บาท — แต่นั่นทำลายรายได้ คำถามที่สำคัญกว่า “เต็มไหม” คือ “เต็มแล้วคุ้มไหม” ประเด็นนี้เจาะลึกที่ occupancy vs profit


RevPAR: ตัวที่รวมสองโลกเข้าด้วยกัน

RevPAR แก้จุดบอดของทั้งสองตัวข้างบน เพราะมันคำนวณรายได้ห้องพักหารด้วย “ห้องทั้งหมดที่มี” (ไม่ใช่แค่ห้องที่ขายได้) จึงลงโทษทั้งการขายถูกเกินไปและการปล่อยห้องว่าง พูดอีกแบบ: RevPAR บังคับให้ ADR กับ Occupancy คุยกัน

ตัวอย่างประกอบ: โรงแรม A มี Occupancy 90% ADR 1,500 → RevPAR = 1,350 บาท โรงแรม B มี Occupancy 70% ADR 2,200 → RevPAR = 1,540 บาท ทั้งที่ B ขายห้องได้น้อยกว่า แต่ B ทำเงินต่อห้องที่มีได้มากกว่า นี่คือเหตุผลที่ Occupancy สูงไม่ได้แปลว่าชนะ และทำไม RevPAR คือตัวที่ควรดูเป็นหลักเมื่อเทียบ performance ข้ามช่วงเวลาหรือเทียบกับคู่แข่ง

ข้อจำกัดที่ต้องรู้: RevPAR ยังไม่หักต้นทุน — มันดูแค่รายได้ ไม่ได้ดูว่าได้รายได้นั้นมาด้วยต้นทุน (commission, ค่าการตลาด) เท่าไร ตัวที่ก้าวต่อไปคือ GOPPAR ซึ่งดูถึงกำไร เปรียบเทียบ RevPAR กับ GOPPAR ได้ที่ RevPAR vs GOPPAR


สรุป: ดูตัวไหนเมื่อไหร่

  • อยากรู้ว่าราคาที่ตั้งแข็งหรืออ่อน → ดู ADR
  • อยากรู้ว่าห้องเหลือเยอะไหม วางแผน Operations → ดู Occupancy
  • อยากรู้สุขภาพรายได้รวม เทียบข้ามช่วง/คู่แข่ง → ดู RevPAR
  • อยากรู้ว่ากำไรจริงเป็นยังไงหลังหักต้นทุน → ก้าวต่อไปที่ GOPPAR

หลักที่อยากให้ติดตัว: อย่าตัดสินใจราคาจากตัวเลขตัวเดียว Occupancy ตัวเดียวหลอกคุณให้เทราคา ADR ตัวเดียวหลอกให้ขายแพงจนห้องเหลือ มอง RevPAR เพื่อเห็นภาพรวม แล้วมอง GOPPAR เพื่อเห็นกำไร คำนิยามของแต่ละตัวดูเพิ่มที่ glossary


คำถามที่พบบ่อย

RevPAR กับ ADR ต่างกันยังไง?
ADR คือรายได้ห้องพักหารด้วย “ห้องที่ขายได้” จึงบอกราคาเฉลี่ยต่อห้องที่ขายจริง ส่วน RevPAR คือรายได้ห้องพักหารด้วย “ห้องทั้งหมดที่มี” จึงรวมผลของห้องว่างเข้าไปด้วย พูดง่ายๆ ADR วัดราคา RevPAR วัดราคา × การเติมห้อง โรงแรมที่ ADR สูงแต่ขายไม่ออกจะมี RevPAR ต่ำ
ทำไม Occupancy สูงถึงไม่ได้แปลว่าทำเงินดี?
เพราะ Occupancy ดันขึ้นได้ด้วยการลดราคา ห้องเต็ม 100% ที่ได้มาจากการเทราคาอาจทำรายได้น้อยกว่าห้องเต็ม 70% ที่รักษาราคาไว้ได้ ตัวที่บอกความจริงคือ RevPAR ซึ่งรวมทั้งราคาและการเติมห้อง ไม่ใช่ Occupancy เพียวๆ
ควรดู RevPAR หรือ GOPPAR?
ดูทั้งคู่คนละจังหวะ RevPAR สะท้อนสุขภาพรายได้และเทียบกับคู่แข่งได้ง่ายเพราะเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม แต่ RevPAR ไม่หักต้นทุน GOPPAR ก้าวไปอีกขั้นโดยดูกำไรหลังหักต้นทุนดำเนินงาน เหมาะเมื่ออยากรู้ว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเปลี่ยนเป็นกำไรจริงแค่ไหน
Spread the love
Exit mobile version