ห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมของโรงแรมที่ว่างลง สื่อถึงรายได้ MICE และงานจัดเลี้ยงที่หดตัว

รายได้ MICE และงานจัดเลี้ยงของโรงแรมไทยหดตัว — บทเรียนรักษาฐานรายได้วันธรรมดา

Market Demand

ทุกคนจ้อง occupancy จากฝั่งนักท่องเที่ยว leisure — แต่ตัวที่กัดกำไรเงียบ ๆ คือฐานรายได้วันธรรมดาจาก MICE และงานจัดเลี้ยง ที่กำลังหดเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เพราะนอกฤดูท่องเที่ยว

TL;DR:
  • แหล่งข่าว thailandhotel.news รายงานเมื่อ 30 ก.ค. 2569 ว่ารายได้จาก MICE งานจัดเลี้ยง งานประชุมและงานองค์กรของโรงแรมไทยกำลังหดตัวพร้อมกันทุกระดับ ตั้งแต่โรงแรมหรูในเมือง รีสอร์ตริมทะเล ถึงโรงแรมต่างจังหวัด สาเหตุคือประชุมออนไลน์ ทั้งภาครัฐและเอกชนรัดเข็มขัด และคู่แข่งจากศูนย์การประชุม
  • ทำไมต้องสนใจ: MICE และงานจัดเลี้ยงคือฐานรายได้ “วันธรรมดา” ที่เคยค้ำ occupancy กับ F&B ให้นิ่ง เมื่อฐานนี้หดเชิงโครงสร้าง RevPAR ทั้งสัปดาห์จะสั่น แม้ leisure สุดสัปดาห์ยังดี — เป็นความเสี่ยงกระจุก ไม่ใช่แค่ช่วง low season
  • สิ่งที่ควรทำ: วัดสัดส่วนรายได้ MICE จัดเลี้ยงและ F&B ว่ากระจุกวันไหน แล้วหา demand วันธรรมดาทดแทนอย่างน้อย 2 ขา ก่อนจะเทงบไปลดราคาห้องไล่ occupancy อย่างเดียว

เมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 แหล่งข่าว thailandhotel.news เผยแพร่รายงานว่า โรงแรมไทยกำลังเจอโจทย์ใหม่ที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือรายได้จากงานจัดเลี้ยง การประชุม งานสัมมนา นิทรรศการและงานองค์กร หรือที่รวมเรียกว่ากลุ่ม MICE (Meetings, Incentives, Conferences, Exhibitions — การประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมสัมมนาและการจัดนิทรรศการ) กำลังหดตัวลงพร้อมกันแทบทุกระดับ ตั้งแต่โรงแรมหรูในเมือง รีสอร์ตริมทะเล ไปจนถึงโรงแรมต่างจังหวัดที่เคยพึ่งงานประชุมของหน่วยงานและงานเลี้ยงสังสรรค์เป็นรายได้ประจำตลอดปี รายงานระบุว่าหลายแห่งมีห้องจัดเลี้ยงและห้องประชุมขนาดใหญ่ที่ว่างเป็นเวลานาน ขณะที่แผนกจัดเลี้ยงที่เคยรับงานหลายงานต่อสัปดาห์ก็ทำงานต่ำกว่ากำลังการผลิตมาก

ผมว่าจุดที่ต้องหยุดคิดคือตรงนี้ครับ เรามักโฟกัสข่าวโรงแรมไปที่ occupancy จากนักท่องเที่ยว leisure กับสงครามราคาบน OTA เพราะเห็นผลรายวัน แต่เอาตรง ๆ ตัวที่กัดกำไรแบบเงียบ ๆ คือฐานรายได้ “วันธรรมดา” ที่ MICE และงานจัดเลี้ยงเคยค้ำเอาไว้ งานประชุมและงานองค์กรคือสิ่งที่เติมวันจันทร์ถึงพฤหัสให้โรงแรม ในขณะที่ leisure มากระจุกสุดสัปดาห์ ถ้าฐานวันธรรมดาก้อนนี้หายไปเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ตกตามฤดู เส้นรายได้ทั้งสัปดาห์จะสั่นกว่าที่ตัวเลข occupancy เฉลี่ยรายเดือนบอก และที่เจ็บกว่าคือ F&B กับงานจัดเลี้ยงเป็นรายได้มาร์จิ้นสูง ที่หายไปพร้อมกันด้วย

ทำไมรายได้ MICE และงานจัดเลี้ยงของโรงแรมไทยถึงหดตัวพร้อมกันทุกระดับ?

ตามที่แหล่งข่าวสรุป การหดตัวรอบนี้ไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่มาจากหลายแรงพร้อมกัน แรงแรกคือองค์กรเปลี่ยนไปประชุมออนไลน์และแบบไฮบริดมากขึ้น การประชุมประจำปี ประชุมผู้ถือหุ้น ประชุมคณะกรรมการและสัมมนาระดับภูมิภาคที่เคยจัดในห้องประชุมโรงแรม ย้ายขึ้นออนไลน์เพื่อลดค่าเดินทาง ที่พัก ค่าเช่าห้องและค่าอาหาร แม้จัดจริงก็เลือกห้องเล็กลง กำหนดการสั้นลง และแพ็กเกจอาหารประหยัดลง

แรงที่สองคือการตัดงบของภาคเอกชน โดยเฉพาะ SME ที่ลดหรือยกเลิกงานเลี้ยงพนักงาน งานเลี้ยงประจำปี งานมอบรางวัลและงานสังสรรค์ รวมถึงงานเปิดตัวสินค้า งานประชุมฝ่ายขายและงานอบรม ที่หลายบริษัทหันไปทำภายในหรือทำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แทน แรงที่สามคือภาครัฐรัดเข็มขัด ลดการจัดประชุม สัมมนาและอบรมนอกสถานที่ ซึ่งกระทบโรงแรมต่างจังหวัดหนักเป็นพิเศษ เพราะงานราชการเคยเป็นสัดส่วนใหญ่ของงานจัดเลี้ยงและประชุมในเมืองรอง

แรงที่สี่คือการแข่งขันที่ดุขึ้น ทั้งจากศูนย์การประชุมที่หันมารุกห้องประชุมขนาดเล็กและงานสัมมนาในราคาถูกลง และคู่แข่งหน้าใหม่อย่างห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศให้เช่า และแม้แต่ร้านอาหารที่เสนอห้องประชุมพร้อมจัดเลี้ยงในราคาต่ำกว่าโรงแรมมาก และแรงสุดท้ายคือการแข่งขันระดับภูมิภาค ที่สิงคโปร์ยังกวาดงานประชุมระดับโลก ดูไบลงทุนดึงงานใหญ่ ส่วนเวียดนามทั้งโฮจิมินห์ ฮานอย และดานัง เร่งลงทุนศูนย์ประชุมเพื่อดึงงานธุรกิจในภูมิภาค รวมกันทำให้รายได้ก้อนนี้ของโรงแรมไทยหดพร้อมกันทุกระดับ

💡 BoydWee เห็นว่า — ฐานรายได้วันธรรมดาหาย เส้น RevPAR ทั้งสัปดาห์สั่นกว่าที่ค่าเฉลี่ยบอก

ผมมองว่ากับดักของข่าวแบบนี้ คือการอ่านมันเป็นแค่ “ปีนี้ MICE ซบ” แล้วรอให้เศรษฐกิจฟื้น ทั้งที่แก่นจริงคือความเสี่ยงกระจุกของ segment mix เจ้าของหลายท่านวัดสุขภาพโรงแรมจาก occupancy เฉลี่ยรายเดือนกับ RevPAR รวม แต่ตัวเลขเฉลี่ยกลบความจริงว่ารายได้มาจากไหนและวันไหน MICE กับงานจัดเลี้ยงคือขาที่เติมวันจันทร์ถึงพฤหัส และเป็นรายได้ F&B มาร์จิ้นสูง พอขานี้หด สุดสัปดาห์ที่ยังเต็มจะกลบภาพให้ดูโอเค ทั้งที่ฐานวันธรรมดากำลังกลวง

เอาตรง ๆ ครับ สิ่งที่ควรจำกลับบ้านไม่ใช่ “MICE จบแล้ว” แต่คือคำถามว่าวันจันทร์ถึงพฤหัสของเราพึ่ง demand ก้อนเดียวมากแค่ไหน ถ้าคำตอบคือพึ่งงานประชุมและงานองค์กรเกือบทั้งหมด นั่นคือจุดเปราะ เพราะการเปลี่ยนไปประชุมออนไลน์และการรัดเข็มขัดของภาครัฐเป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักรที่จะเด้งกลับเต็มร้อย โรงแรมที่รอด ไม่ใช่โรงแรมที่ MICE กลับมา แต่คือโรงแรมที่ทำให้รายได้วันธรรมดามาจากหลายขา

⏱ 3-6 เดือน: โรงแรมที่พึ่งงานจัดเลี้ยงและ MICE เป็นหลัก ควรทำอะไรก่อนในช่วง low season นี้?

อย่างแรกให้กดตัวเลขก่อนว่ารายได้จาก MICE งานจัดเลี้ยงและ F&B คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของรายได้รวม และกระจุกอยู่วันไหนของสัปดาห์ ถ้าพบว่าฐานวันจันทร์ถึงพฤหัสพึ่งงานประชุมและงานองค์กรเป็นหลัก แปลว่าความเสี่ยงกระจุกสูง จากนั้นทำ 2 อย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือรักษางานที่ยังมีอยู่ด้วยแพ็กเกจประชุมเล็กและแบบไฮบริดที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม เพราะลูกค้าไม่ได้เลิกประชุม แต่ประชุมเล็กลงและสั้นลง อย่างที่สองคือเริ่มหา demand วันธรรมดาทดแทน เช่น อัตรา corporate transient สำหรับนักเดินทางธุรกิจรายคน ห้อง Day-Use พื้นที่ co-working และดึงกลุ่ม SME สถาบันการศึกษาและสมาคมท้องถิ่นที่ยังต้องใช้ห้องประชุมจริง แทนที่จะเทงบไปลดราคาห้องพักไล่ occupancy อย่างเดียว ซึ่งยิ่งกดกำไรต่อห้องให้บางลง

📅 6-12 เดือน: จะออกแบบ segment mix ใหม่อย่างไรไม่ให้ฐานรายได้วันธรรมดาพังทั้งก้อน?

หลักคือกระจายอย่าให้วันธรรมดาพึ่ง demand ก้อนเดียว เริ่มจากทำปฏิทิน demand แยกวันธรรมดากับสุดสัปดาห์ แล้วดูว่าวันจันทร์ถึงพฤหัสรายได้มาจากอะไรบ้าง ถ้ามาจาก MICE และงานจัดเลี้ยงเป็นหลักเกือบทั้งหมด ให้ตั้งเป้าเพิ่มขาที่สอง เช่น กลุ่ม long-stay และนักเดินทางธุรกิจรายคน และขาที่สามจากกิจกรรมที่ขาย F&B ได้โดยไม่ต้องมีงานประชุม เช่น brunch วันธรรมดา ห้องอาหารที่เปิดรับ walk-in และ Day-Use สำหรับคนทำงาน เป้าหมายไม่ใช่ทิ้ง MICE แต่ทำให้รายได้วันธรรมดามาจากอย่างน้อย 3 แหล่ง เพื่อไม่ให้แหล่งเดียวหดแล้วทั้งสัปดาห์พัง และควรตั้งราคาห้องประชุมและจัดเลี้ยงเป็นแบบ dynamic ตามวันและ demand จริง ไม่ใช่เรตคงที่ทั้งปี

🔭 2-3 ปี: ถ้า MICE แบบเดิมไม่กลับมาเต็มที่ โมเดลรายได้ของโรงแรมควรปรับโครงสร้างอย่างไร?

ถ้ามองว่าการประชุมออนไลน์และการรัดเข็มขัดของภาครัฐและเอกชนเป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ช่วงเศรษฐกิจแย่ชั่วคราว โรงแรมควรเลิกคิดว่าพื้นที่ประชุมและห้องจัดเลี้ยงคือเครื่องจักรทำรายได้แบบเดิม แล้วออกแบบให้พื้นที่เหล่านี้ทำเงินได้หลายแบบ เช่น พื้นที่ประชุมที่แปลงเป็น co-working หรือพื้นที่จัดงานที่เช่ารายวันได้ ห้องจัดเลี้ยงที่รับงานเล็กและงานชุมชนได้ยืดหยุ่น และลงทุนระบบไฮบริดให้รับงานที่ผสมคนมาจริงกับคนออนไลน์ ที่สำคัญคือกระจายรายได้ให้พึ่ง MICE น้อยลง หันไปเพิ่มน้ำหนักกลุ่ม leisure ที่อยู่ยาว long-stay กลุ่ม wellness และ F&B ที่ขายคนนอกได้ เพื่อให้เส้นรายได้ทั้งสัปดาห์นิ่งขึ้น ไม่ผูกกับ demand องค์กรที่อาจไม่กลับมาเท่าเดิม

ทำไมฐานวันธรรมดาหาย แต่ RevPAR ทั้งสัปดาห์ถึงสั่น: ลองกดตัวเลข

ตัวอย่างสมมติ เพื่อให้เห็นกลไกว่าทำไม MICE วันธรรมดาหด ทั้งที่ leisure สุดสัปดาห์ไม่เปลี่ยน ก็ทำ RevPAR เฉลี่ยทั้งสัปดาห์ตกได้มาก ไม่ใช่ตัวเลขของโรงแรมใดจริง

สมมติโรงแรม 200 ห้อง · แบ่งสัปดาห์เป็นวันธรรมดา (จ–พฤ 4 คืน) กับสุดสัปดาห์ (ศ–อา 3 คืน)รวม 1,400 room-night/สัปดาห์
สุดสัปดาห์ (leisure) occupancy 85% · ADR 3,200 → RevPAR2,720 บาท/คืน (คงที่ทั้ง 2 กรณี)
ก่อน MICE หด: วันธรรมดา occupancy 70% · ADR 2,900 → RevPAR2,030 บาท/คืน
→ RevPAR เฉลี่ยทั้งสัปดาห์ (ก่อน)≈ 2,326 บาท
หลัง MICE หด: วันธรรมดา occupancy เหลือ 40% · ADR 2,600 → RevPAR1,040 บาท/คืน
→ RevPAR เฉลี่ยทั้งสัปดาห์ (หลัง)≈ 1,760 บาท
อ่านว่าRevPAR ทั้งสัปดาห์ตก ~24% ทั้งที่สุดสัปดาห์ไม่เปลี่ยนเลย — ยังไม่รวมกำไร F&B และงานจัดเลี้ยงที่หายไปอีก

ทั้งหมดเป็นตัวเลขสมมติ (scenario) เพื่ออธิบายกลไกว่าฐานวันธรรมดาที่หายไปกระทบ RevPAR เฉลี่ยทั้งสัปดาห์อย่างไร ไม่ใช่ผลประกอบการจริงของโรงแรมใด ตัวเลขจริงต่างกันตามทำเลและ segment mix ของแต่ละโรงแรม และรายได้ F&B กับงานจัดเลี้ยงที่หายไปอยู่นอกเหนือ RevPAR ทำให้ผลกระทบต่อกำไรจริงมากกว่าตัวเลขนี้ ใช้เป็นกรอบคิด ไม่ใช่สูตรสำเร็จ

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้

  1. วัดสัดส่วนและวันที่กระจุกของรายได้ MICE จัดเลี้ยงและ F&B — ดึงตัวเลข 12 เดือนย้อนหลังว่ารายได้จาก MICE งานจัดเลี้ยงและ F&B คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม และกระจุกอยู่วันไหนของสัปดาห์ ถ้าฐานวันจันทร์ถึงพฤหัสพึ่งงานประชุมและงานองค์กรเป็นหลัก ให้ทำเครื่องหมายว่าเป็นจุดเสี่ยงกระจุกที่ต้องกระจาย
  2. หา demand วันธรรมดาทดแทนอย่างน้อย 2 ขา — ตั้งเป้าเพิ่มแหล่งรายได้วันธรรมดาอีกอย่างน้อย 2 ขานอกจาก MICE เช่น อัตรา corporate transient สำหรับนักเดินทางธุรกิจรายคน กลุ่ม long-stay ห้อง Day-Use พื้นที่ co-working และดึง SME สถาบันการศึกษาและสมาคมท้องถิ่นที่ยังต้องใช้ห้องประชุมจริง เพื่อไม่ให้วันธรรมดาพึ่ง demand ก้อนเดียว
  3. ปรับราคาและแพ็กเกจประชุมและ F&B ให้ยืดหยุ่นตาม demand — เปลี่ยนจากเรตห้องประชุมและจัดเลี้ยงแบบคงที่ทั้งปี ไปเป็นราคาแบบ dynamic ตามวันและ demand จริง ออกแพ็กเกจประชุมเล็กและแบบไฮบริด และเปิด F&B ให้ขายคนนอกได้ เช่น brunch วันธรรมดาและห้องอาหารที่รับ walk-in เพื่อให้พื้นที่ที่เคยพึ่งงานใหญ่ยังทำเงินได้จากงานเล็กและลูกค้ารายวัน

แนวทางนี้เป็นหลักการทั่วไปด้านการบริหารรายได้ ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะโรงแรม ตัวเลขและผลลัพธ์จริงต่างกันตามทำเล ต้นทุนและ segment mix ของแต่ละแห่ง ส่วนสาเหตุการหดตัวของ MICE อ้างอิงตามที่แหล่งข่าวรายงาน

สุดท้าย ผมอยากให้อ่านข่าวนี้เป็นมากกว่าเรื่อง “ปีนี้งานประชุมซบ” เพราะแก่นของมันคือคำเตือนเรื่องความเสี่ยงกระจุกของ segment mix ในจังหวะที่ demand หลายก้อนกำลังเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ปี 2569 ที่ occupancy ทั้งประเทศเหลือราว 52% คือปีที่ฐานรายได้วันธรรมดาจะถูกทดสอบจริง ไม่ใช่แค่ RevPAR รายเดือนที่ค่าเฉลี่ยกลบภาพไว้

คำถามที่อยากฝากไว้: สัปดาห์นี้ ถ้าเปิดรายงานรายได้ของโรงแรมตัวเอง คุณจะดูแค่ occupancy เฉลี่ยแล้วสบายใจเพราะสุดสัปดาห์ยังเต็ม หรือจะแยกดูว่าวันจันทร์ถึงพฤหัสรายได้มาจากกี่ขา และขาไหนกำลังกลวงลงเงียบ ๆ — 2 วิธีอ่านนี้พาเราไปคนละที่เมื่อฐาน MICE ไม่กลับมาเท่าเดิม

แหล่งข่าวหลัก: Thailand Hotels Reel as Ballrooms, Meeting Rooms and MICE Revenue Slumps — Thailand Hotel News ()

อยากลองวัดว่าวันธรรมดาของโรงแรมพึ่ง MICE และงานจัดเลี้ยงมากแค่ไหน แล้วออกแบบ demand วันธรรมดาทดแทน — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗