ภาพสื่อถึงโรงแรมไทยที่กำลังตัดสินใจเรื่องราคาห้องพักท่ามกลาง demand ที่ชะลอตัว โดยเน้นแนวคิดว่าการหั่นราคาอาจเป็นกับดักที่ทำลายฐาน ADR ในระยะยาว

88% ของโรงแรมไทยเจอ demand ช็อกจากตะวันออกกลาง แล้วเลือกหั่นราคา — บทเรียน ADR ที่ต้องคิดก่อนลดตาม

Pricing

เลขที่สำคัญไม่ใช่ 88% ที่ demand หด — แต่คือ reflex การลดราคาที่เปลี่ยนปัญหา demand ชั่วคราวให้กลายเป็นปัญหา ADR ถาวร

TL;DR:
  • แหล่งข้อมูลและสาระหลัก: The Nation รายงานเมื่อ 15 กรกฎาคม 2569 อ้างคุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) ว่า 88% ของโรงแรมไทยเห็นนักท่องเที่ยวลดลงจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดย 38% ลดหนักกว่าที่คาด หลายแห่งตอบด้วยการหั่นราคาห้องและเพิ่มการตลาด อัตราการเข้าพักเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 52% ภาคใต้ต่ำสุดที่ 42%
  • ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: การลดราคาตอน demand ช็อกช่วยให้ห้องขายได้เร็วก็จริง แต่มันรีเซ็ต ADR ของทั้ง comp set ให้ต่ำลง และดึงราคากลับขึ้นตอน demand ฟื้นยากกว่าตอนขาลงมาก คนที่ตัดสินใจไม่เดินทางเพราะปัจจัยภายนอกไม่ได้กลับมาเพราะห้องถูกลง
  • สัญญาณการลงมือทำ: ก่อนลดราคาตาม ให้วินิจฉัยก่อนว่าปัญหาคือ demand หายหรือราคาสูงเกิน comp set แล้วลองเครื่องมือที่ไม่แตะ ADR อย่าง min LOS value-add และการปรับ segment ก่อนตัดสินใจหั่นราคา

The Nation รายงานเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ว่า คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยผลสำรวจสมาชิกที่ชี้ว่า จากผลกระทบของความไม่สงบในตะวันออกกลาง โรงแรมไทยถึง 88% เห็นจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง โดย 50% ลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ แต่อีก 38% ลดลง “มากกว่าที่คาด” หลายโรงแรมจึงตอบสนองด้วยการหั่นราคาห้องและเพิ่มการตลาดเพื่อดึงลูกค้า ขณะที่บางแห่งเลือกรักษาสภาพคล่องด้วยการลดการลงทุนหรือลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน โดยอัตราการเข้าพัก (occupancy) เฉลี่ยเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 52% และคาดว่าเดือนกรกฎาคมจะอยู่ที่ 53% ต่ำกว่าปีก่อน

เอาตรง ๆ ท่อนที่ผมว่าสำคัญที่สุดในข่าวนี้ไม่ใช่ 88% ที่โดนกระทบ เพราะ demand หดตอน low season เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่คือประโยคที่บอกว่า “โรงแรมตอบด้วยการหั่นราคา” นั่นคือ reflex ที่เข้าใจได้ เพราะราคาเป็นปุ่มเดียวที่เจ้าของกดเองได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร แต่มันก็เป็นปุ่มที่กดลงง่ายและดันกลับขึ้นยากที่สุดในเครื่องมือทั้งหมดของคนทำการบริหารรายได้

ทำไมโรงแรมไทยถึงหันไปหั่นราคาเมื่อ demand จากตะวันออกกลางหด?

เริ่มจากข้อเท็จจริงตามรายงานก่อน ตามที่ The Nation รายงาน คุณเทียนประสิทธิ์ระบุว่าโรงแรม 50% เห็นยอดลดลงตามที่คาด แต่อีก 38% ยอดตกแรงกว่าแผน กลุ่มหลังนี้แหละที่กดดันให้ต้องทำอะไรสักอย่างเดี๋ยวนี้ และสิ่งที่ทำได้เร็วที่สุดก็คือลดราคากับอัดการตลาด บางโรงแรมถึงขั้นประคองเงินสดด้วยการชะลอการลงทุนและลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน

มองไปข้างหน้า THA คาดว่าไตรมาส 3 ปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จะยังลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะต้นทุนการเดินทางยังสูง และถ้ามีการยกเลิกการยกเว้นวีซ่า 60 วัน นักท่องเที่ยวอินเดียที่อ่อนไหวต่อราคาอาจเลื่อนแผน ส่วนนักท่องเที่ยวไทยเองก็มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะภาคใต้ที่กำลังซื้ออ่อน แต่มีจุดที่น่าสนใจคือบางโรงแรมกลับคาดว่าตลาดจีนจะเพิ่มขึ้น เพราะบางส่วนเลือกไทยแทนภูมิภาคที่แพงกว่า

ตัวเลข occupancy รายภาคก็บอกเรื่องเดียวกัน เดือนมิถุนายนภาคกลางนำที่ 65% (ขยับขึ้นจาก 64% เดือนพฤษภาคม) ภาคตะวันออก 53% (ลงจาก 60%) ภาคใต้ 42% (ลงจาก 48%) และภาคเหนือ 37% (ลงจาก 39%) จะเห็นว่าภาคที่พึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติและ leisure หนัก ๆ อย่างภาคใต้และภาคเหนือ คือภาคที่ยอดหล่นแรงสุด และเป็นภาคที่แรงกดดันให้ลดราคาจะสูงที่สุดตามไปด้วย

💡 BoydWee เห็นว่า — หั่นราคาตอน demand ช็อก คือแก้ปัญหาชั่วคราวด้วยการสร้างปัญหาถาวร

ผมว่าจุดที่ต้องแยกให้ออกคือ demand หดกับราคาสูงเกิน เป็นคนละปัญหาที่ใช้ยาคนละขนาน RevPAR (รายได้เฉลี่ยต่อห้องที่มีขายทั้งหมด) มาจาก occupancy คูณ ADR (ราคาห้องเฉลี่ยต่อคืน) การลดราคาจะช่วยก็ต่อเมื่อปัญหาจริงคือเราแพงกว่า comp set (กลุ่มโรงแรมคู่เทียบในทำเลเดียวกัน) จนคนเลือกคู่แข่ง แต่ถ้าคนไม่เดินทางเข้าประเทศเลยเพราะความไม่สงบในตะวันออกกลางหรือต้นทุนตั๋วแพง การลดราคาห้องไม่ได้ดึงคนกลุ่มนั้นกลับมา มันแค่ทำให้ห้องที่จะขายได้อยู่แล้วขายถูกลง

ที่อันตรายกว่านั้นคือราคาลงพร้อมกันทั้งย่าน เพราะเมื่อโรงแรมหนึ่งหั่น comp set ก็หั่นตาม สุดท้ายทุกคนได้ occupancy ใกล้เดิมแต่บน ADR ที่ต่ำลง แล้วพอ demand ฟื้นตอน high season การไต่ราคากลับขึ้นก็ช้าและเจ็บ เพราะ OTA (ตัวแทนขายห้องพักออนไลน์) จำราคาต่ำสุดที่เราเคยตั้งได้ และลูกค้าประจำก็ปรับความคาดหวังราคาลงไปแล้ว ผมไม่ได้บอกว่าห้ามลดราคาเด็ดขาด โรงแรมที่เงินสดตึงจริงจนต้องเอา occupancy มาก่อนเพื่อความอยู่รอด เป็นสถานการณ์ที่ต้องเคารพ แต่นั่นคือการตัดสินใจเรื่องสภาพคล่อง ไม่ใช่ reflex ที่ควรกดทุกครั้งที่ยอดสะดุด

หั่นราคา 15% ได้ RevPAR กลับมาเท่าไร — ลองกางตัวเลขดู

ฐานตอน demand ช็อก: ADR 2,000 บาท × occupancy 52%RevPAR 1,040 บาท
ทางเลือก A หั่น 15% → ADR 1,700 บาท ดัน occupancy ขึ้นได้จริง ~56%RevPAR 952 บาท
ทางเลือก B ถือ ADR 2,000 บาท ปล่อย occupancy หล่นไป 48%RevPAR 960 บาท
ผลต่าง: A ให้ RevPAR ต่ำกว่า B ทั้งที่ยอมรีเซ็ต ADR ลง 300 บาท/คืนA −8 บาท + เสียฐาน ADR

ตัวเลขชุดนี้เป็นสมมติฐานที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้เห็นหลักการ ไม่ใช่ตัวเลขจาก THA หรือจากโรงแรมจริง สาระคือ ตอน demand ช็อก การหั่นราคาต้องดัน occupancy ให้เด้งขึ้นมากถึงจะได้ RevPAR เท่าเดิม (ในตัวอย่างนี้ต้องถึง 61% ถึงจะเสมอทุน) ซึ่งเป็นสิ่งที่มักไม่เกิดเมื่อตลาดกำลังเงียบ ผลลัพธ์คือได้ RevPAR ใกล้เคียงหรือแย่กว่าการถือราคา แต่เสียฐาน ADR ที่ต้องใช้ไต่กลับตอนฟื้น ตัวเลขจริงของแต่ละโรงแรมขึ้นกับต้นทุน ทำเล และ comp set ควรคำนวณจากข้อมูลของตัวเอง

ผลกระทบกับโรงแรมไทยใน 3 กรอบเวลา

⏱ 3-6 เดือน: ช่วง Q3 low season ที่ demand ยังหด ควรลดราคาหรือถือราคาไว้?

ในช่วงไตรมาส 3 ที่เป็น low season และ demand ยังไม่ฟื้น คำถามที่ต้องตอบก่อนไม่ใช่ “ลดเท่าไร” แต่คือ “ปัญหาจริงคืออะไร” ถ้าปัญหาคือ demand หายเพราะปัจจัยภายนอกอย่างความไม่สงบในตะวันออกกลางหรือต้นทุนเดินทางสูง การลดราคาจะไม่เรียก demand ที่หายไปให้กลับมา เพราะคนที่ตัดสินใจไม่เดินทางเลยไม่ได้ตัดสินจากราคาห้อง

ถ้าคุณเป็น GM ของที่พัก 40-80 ห้องที่ยอดกำลังตก สิ่งที่พอทำได้สัปดาห์นี้คือเทียบ pickup (ยอดจองที่เข้ามาในแต่ละช่วง) และ ADR ของเรากับ comp set ก่อน ถ้าเราไม่ได้แพงกว่าตลาด การถือราคาไว้แล้วปล่อยให้ occupancy หล่นชั่วคราวมักได้ RevPAR ใกล้เคียงกับการหั่นราคา แต่รักษาฐานราคาสำหรับตอน demand ฟื้นเอาไว้ได้ ลองดูตัวเลขในกล่องด้านบนอีกครั้ง มันไม่ได้บอกว่าห้ามลด แต่บอกว่าการลดต้องแลกด้วยอะไรบ้าง

📅 6-12 เดือน: ถ้า visa 60 วันถูกยกเลิกและตลาดอินเดียชะลอ segment mix ควรปรับอย่างไร?

รายงานระบุว่า สมาคมโรงแรมไทยกังวลว่า ถ้ามีการยกเลิกการยกเว้นวีซ่า 60 วัน นักท่องเที่ยวอินเดียซึ่งอ่อนไหวต่อราคามาก อาจเลื่อนหรือชะลอการเดินทาง เพราะต้นทุนจะเพิ่มขึ้นจากการต้องขอวีซ่าเมื่อเดินทางถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง ขณะที่บางโรงแรมกลับมองต่างออกไป และคาดว่าตลาดจีนจะเพิ่มขึ้น เพราะนักเดินทางบางส่วนเลือกไทยแทนภูมิภาคอื่นที่ค่าเดินทางแพงกว่า

สำหรับโรงแรม นี่คือสัญญาณเรื่อง segment mix (ส่วนผสมของกลุ่มลูกค้า) ที่ตรงไปตรงมา ถ้า inventory ส่วนใหญ่ผูกกับ source market (ตลาดต้นทาง) เดียวที่อ่อนไหวทั้งต่อราคาและนโยบายวีซ่า ความเสี่ยงจะกระจุกอยู่ที่จุดเดียว ผมว่าทางที่ยั่งยืนกว่าการไล่ลดราคาเพื่อรั้งตลาดที่กำลังชะลอ คือค่อย ๆ ถ่วงน้ำหนักให้มีทั้งตลาดที่ทนราคาได้และตลาดที่กำลังโต แบบที่ THA ชี้ว่าจีนมีแนวโน้มขึ้น การมีหลายขามันเหนื่อยกว่าตอนตั้งต้น แต่เวลาตลาดใดสะดุด เราไม่ต้องเอาราคาทั้งโรงแรมไปเดิมพันกับตลาดเดียว

🔭 2-3 ปี: ถ้า demand ช็อกจากปัจจัยภายนอกกลายเป็นเรื่องปกติ โรงแรมสร้างภูมิคุ้มกันราคาได้อย่างไร?

ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ต้นทุนเดินทางสูง และการแข่งขันในเอเชีย ล้วนเป็นปัจจัยที่โรงแรมคุมไม่ได้ และมีแนวโน้มกลับมาเป็นระยะ ภูมิคุ้มกันที่แท้จริงจึงไม่ใช่การมีปุ่มลดราคาที่กดได้เร็ว แต่คือการมีฐานลูกค้าที่หลากหลายและการจองตรงที่มากพอ จนไม่ต้องพึ่งการหั่นราคาผ่าน OTA เป็นทางออกเดียวเมื่อตลาดเงียบ

เรื่องการหา demand ทดแทนช่วงเงียบและการรักษาวินัยราคานอกฤดู ผมเคยเขียนไว้ใน playbook การกระจายความเสี่ยงช่วง green season ของโรงแรมไทย ลองเอาไปอ่านคู่กัน โรงแรมที่ลงทุนสร้างการจองตรง สร้างเหตุผลให้คนจ่ายเต็มราคานอกเหนือจากตัวห้อง และมีวินัยที่จะไม่ทิ้งราคาทุกครั้งที่ตลาดสะดุด จะฟื้นได้เร็วกว่าเมื่อ demand กลับมา เพราะไม่ต้องเสียเวลาไต่ ADR กลับขึ้นจากฐานที่ตัวเองกดลงไป ต้องซื่อสัตย์ว่านี่เป็นการเปลี่ยนที่ใช้เวลาหลายปี ไม่ใช่เห็นผลในไตรมาสเดียว

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้

  1. Audit: วินิจฉัยก่อนว่าปัญหาคือ demand หายหรือราคาสูงเกิน — เทียบ ADR และ pickup ของเรากับ comp set ในช่วงเดียวกัน ถ้าเราไม่ได้แพงกว่าตลาดแต่ยอดตก แปลว่าปัญหาคือ demand ของทั้งย่านหด การลดราคาจะไม่เรียกคนกลับ แต่ถ้าเราแพงกว่า comp set ชัดเจนโดยไม่มีเหตุผลรองรับ นั่นคือกรณีเดียวที่การปรับราคาลงมีเหตุผล
  2. Match: ลองเครื่องมือที่ไม่รีเซ็ต ADR ก่อนแตะราคา — ก่อนหั่น BAR (ราคาขายที่ดีที่สุดที่เปิดขายทั่วไป) ตรง ๆ ลองตั้ง min LOS (จำนวนคืนขั้นต่ำที่ต้องพัก) เพื่อยืดคืนพัก ออกแบบ value-add ที่เพิ่ม TRevPAR (รายได้รวมทุกแผนกต่อห้องที่มีขาย) โดยไม่แตะ ADR หรือถ่วงน้ำหนัก segment ไปยังตลาดที่ยังโต เช่น ตลาดจีนที่ THA บอกว่ามีแนวโน้มเพิ่ม
  3. Trial: ถ้าจะลดจริง ลดแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ทิ้ง BAR — ถ้าจำเป็นต้องกระตุ้นยอดจริง ให้ลดแบบมีรั้วกั้น (fenced rate — ราคาลดที่ปิดเงื่อนไขไม่ให้กระทบราคาสาธารณะ) เช่น การลดราคาแบบจับเวลาที่มีกำหนดปิดชัดเจน รหัสส่วนลดเฉพาะกลุ่ม หรือการจองล่วงหน้าแบบจ่ายก่อน แล้ววัดผลว่ายอดที่ได้คุ้มกับส่วนลดหรือไม่ก่อนขยาย

(ตัวเลขและสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะตลาด บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ควรตัดสินใจจากข้อมูลต้นทุนและ comp set ของโรงแรมตัวเอง)

มองภาพใหญ่ ข่าวนี้ไม่ได้บอกว่าโรงแรมไทยกำลังทำผิด เพราะการลดราคาเมื่อยอดตกเป็น reflex ที่มนุษย์ทุกคนเข้าใจได้ สิ่งที่ข่าวนี้เตือนคือ ตอนตลาดกดดันที่สุดนี่แหละคือตอนที่การตัดสินใจเรื่องราคามีผลระยะยาวที่สุด และเป็นตอนที่คนส่วนใหญ่ตัดสินใจเร็วที่สุด

คำถามที่อยากฝากไว้: การลดราคาที่คุณกำลังคิดอยู่ เป็นการตอบสนอง demand ที่หายไปจริง หรือแค่ reflex ที่ทำตาม comp set เพราะกลัวถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สองคำตอบนี้หน้าตาเหมือนกันวันนี้ แต่พาโรงแรมคุณไปคนละที่ตอนตลาดฟื้น

แหล่งข้อมูลหลัก: Thai hotels cut room rates as Middle East conflict weakens demand — The Nation ()

อยากลองวินิจฉัยว่ายอดที่ตกของโรงแรมคุณมาจาก demand หายหรือราคาสูงเกิน comp set แล้ววางแผนว่าจะถือราคาหรือปรับแบบไหนโดยไม่ทำลายฐาน ADR — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗