เงินเฟ้อไทย มิ.ย. +2.42% แต่ค่าห้องพักโรงแรมกลับลดลง — CPI ชี้ margin โรงแรมโดนบีบ 2 ทาง
ทำไมเดือนที่อาหารจานเดียว 28.5% ของรายการสำรวจขึ้นราคา ค่าโดยสาร ค่าเช่า น้ำมันขึ้นตาม — กลับเป็นเดือนที่โรงแรมขึ้นราคาห้องไม่ได้ และมันจะไม่จบแค่เดือนเดียว
- แหล่งข้อมูลและสาระหลัก: Nation Thailand (7 ก.ค. 2569) รายงานข้อมูล สนค. กระทรวงพาณิชย์: เงินเฟ้อทั่วไปเดือน มิ.ย. +2.42% จากปีก่อน เงินเฟ้อพื้นฐาน +1.23% เร่งขึ้นจาก พ.ค. — แต่รายการที่ราคา “ลดลง” สวนตลาดมี ค่าไฟฟ้า และ “ค่าห้องพักโรงแรม”
- ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: บรรทัดต้นทุนของโรงแรม (อาหารสำเร็จรูป ค่าโดยสาร-ขนส่ง น้ำมัน ค่าเช่า ของใช้ทำความสะอาด) อยู่ฝั่งขาขึ้น ขณะราคาขายห้องอยู่ฝั่งขาลง และกำลังซื้อในประเทศอ่อนเกินกว่าจะดันราคา — margin โดนบีบพร้อมกัน 2 ด้าน
- สัญญาณการลงมือทำ: คำนวณ CPOR ใหม่จากต้นทุนจริง 3 เดือนหลังสุด แล้วทบทวน rate floor ก่อนตัดสินใจรับ deal เหมา กรุ๊ป หรือลดราคาไล่ occupancy เพิ่ม
Nation Thailand รายงานเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569 อ้างการแถลงของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 102.85 เพิ่มขึ้น 2.42% จากปีก่อน เป็นบวกเดือนที่ 3 ติดต่อกันแม้จังหวะจะเริ่มชะลอ หมวดที่ขึ้นแรงคือหมวดที่ไม่ใช่อาหารซึ่งเพิ่ม 3.31% นำโดยน้ำมัน ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่า และของใช้ทำความสะอาด ส่วนรายการที่ราคา “ลดลง” สวนกระแส ได้แก่ ค่าไฟฟ้า ของใช้ส่วนบุคคล เสื้อผ้า — และ “ค่าห้องพักโรงแรม”
เอาตรง ๆ พาดหัวที่ว่าเงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุดแล้วฟังเหมือนข่าวดี แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงแรม บรรทัดที่ควรหยุดอ่านนานสุดคือบรรทัดเล็ก ๆ นั่น: ในเดือนที่ข้าวราดแกงขึ้นราคา ค่ารถขึ้น ค่าเช่าขึ้น สินค้าแทบทั้งประเทศแพงขึ้น — ห้องพักโรงแรมเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ราคา “ถูกลง” นั่นไม่ใช่เพราะต้นทุนโรงแรมลดลง แต่เพราะเราขึ้นราคาไม่ได้ และช่องว่างระหว่างต้นทุนที่ขึ้นกับราคาขายที่ลงนี่แหละ คือเงินเฟ้อตัวจริงของธุรกิจโรงแรม
▍ ทำไมเงินเฟ้อ +2.42% แต่ค่าห้องพักโรงแรมกลับอยู่ในกลุ่มราคาลดลง?
แยกโครงสร้างตัวเลขก่อน เงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมพลังงานและอาหารสด) เดือนมิถุนายนอยู่ที่ +1.23% “เร่งขึ้น” จากพฤษภาคม สวนทางเงินเฟ้อทั่วไปที่ชะลอ — แปลว่าราคาที่ขึ้นตอนนี้เป็นกลุ่มที่ขึ้นแล้วมักไม่ลง โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป การสำรวจของ สนค. ครอบคลุมอาหารจานเดียว 1,535 รายการใน 7 กลุ่มเมนู พบว่า 438 รายการหรือ 28.53% ขึ้นราคา ในจำนวนนี้ 182 รายการขึ้น 5 บาท และ 244 รายการขึ้น 10 บาท การขึ้นต่ำสุดคือ 8.33% สูงสุดถึง 33.33% เช่น ส้มตำจาน 30 บาทเป็น 40 บาท
ฝั่งที่ลดลงมีคำอธิบายคนละแบบ ค่าไฟฟ้าลดเพราะมาตรการรัฐตรึงค่าไฟรอบพฤษภาคมถึงสิงหาคมให้ต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย — เป็นการลดที่มีวันหมดอายุ ส่วนค่าห้องพักโรงแรมลดด้วยเหตุผลที่ตรงกว่านั้น: รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ในรายงานเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นไม่เต็มที่ กำลังซื้อในประเทศอ่อนเกินกว่าจะดันราคาสินค้าและบริการจากฝั่งผู้ซื้อได้ พูดภาษาโรงแรมคือ demand ยังไม่แน่นพอให้ใครกล้ายืนราคา
มองไปข้างหน้า สนค. คาดเงินเฟ้อไตรมาส 3 ยังบวกที่ 2.79% จากน้ำมันในประเทศที่ยังแพงกว่าปีก่อนและราคาอาหารสำเร็จรูปที่ทยอยขึ้นต่อ ขณะที่ทั้งปียังคงกรอบ 1.5-2.5% ราคาน้ำมันดิบโลกที่เคยพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมลงมาอยู่ราว 70 ดอลลาร์แล้ว และตลาดคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะคงดอกเบี้ยที่ 1% ถึงสิ้นปีเพื่อประคองการฟื้นตัว — ภาพรวมคือแรงกดดันฝั่งต้นทุนเริ่มผ่อน แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าฝั่งราคาขายของโรงแรมจะเด้งกลับเอง
💡 BoydWee เห็นว่า — “บีบ 2 ทาง”: เงินเฟ้อของโรงแรมไม่ใช่ 2.42% แต่คือส่วนต่างระหว่างต้นทุนที่ขึ้นกับราคาห้องที่ลง
ผมว่าวิธีอ่าน CPI ที่มีประโยชน์สุดสำหรับคนทำโรงแรม คืออ่านมันเป็น proxy ของ P&L ตัวเอง ลองไล่ดู: อาหารสำเร็จรูปและวัตถุดิบที่ขึ้น = ต้นทุนครัว อาหารเช้า และอาหารพนักงาน ค่าโดยสารและน้ำมันที่ขึ้น = ค่าขนส่งของเข้าโรงแรมและแรงกดดันค่าเดินทางของพนักงานที่สุดท้ายจะย้อนมาที่ค่าแรง ค่าเช่าที่ขึ้น = ภาระตรงของโรงแรมที่เช่าที่ดินหรืออาคาร ของใช้ทำความสะอาดที่ขึ้น = งบแม่บ้านทุกเดือน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเดือนเดียวกับที่ราคาห้อง — บรรทัดรายได้หลักของเรา — หดตัว มีบรรทัดเดียวที่ช่วยคือค่าไฟ ซึ่งลดเพราะมาตรการรัฐที่มีกำหนดหมด ไม่ใช่เพราะโครงสร้างต้นทุนพลังงานถูกลงจริง
จุดที่ผมอยากให้ระวังที่สุดคือการรอ เพราะเงินเฟ้อพื้นฐานที่เร่งขึ้นบอกว่าต้นทุนกลุ่มนี้ “ขึ้นแล้วค้าง” ขณะที่ราคาห้องที่ลดไม่มีกลไกอะไรการันตีว่าจะกลับมาเอง ตราบใดที่กำลังซื้อยังอ่อนและห้องพักใหม่ยังเข้าตลาดต่อเนื่อง การนั่งรอให้ตลาดกลับมาจึงเท่ากับยอมให้ margin บางลงทุกเดือนแบบเงียบ ๆ — โรงแรมที่รอดในรอบแบบนี้ไม่ใช่โรงแรมที่เดาทิศเงินเฟ้อเก่ง แต่คือโรงแรมที่รู้ต้นทุนจริงของตัวเองเร็วกว่า และกล้าจัดการ deal ที่ต่ำกว่าต้นทุนก่อนคนอื่น
อ่าน CPI มิถุนายน 2569 ด้วยสายตาเจ้าของโรงแรม
ตัวเลขทั้งหมดมาจากการแถลงของ สนค. กระทรวงพาณิชย์ ตามรายงานของ Nation Thailand (7 กรกฎาคม 2569) — CPI เป็นดัชนีราคาฝั่งผู้บริโภค ใช้เป็นสัญญาณทิศทางต้นทุนได้แต่ไม่ใช่ดัชนีต้นทุนโรงแรมโดยตรง และค่าไฟที่ลดลงช่วยชดเชยได้บางส่วน โรงแรมแต่ละแห่งควรเทียบกับ P&L ของตัวเองก่อนตัดสินใจใด ๆ
▍ ผลกระทบกับโรงแรมไทยใน 3 กรอบเวลา
⏱ 3-6 เดือน: สนค. คาดเงินเฟ้อไตรมาส 3 ที่ +2.79% — โรงแรมควรล็อกต้นทุนบรรทัดไหนก่อนเข้า high season?
เริ่มจากบรรทัดที่ข้อมูลชี้ว่ากำลังขึ้นและมักไม่ลง: วัตถุดิบอาหารกับอาหารสำเร็จรูปที่ผูกกับครัว อาหารเช้า และอาหารพนักงาน ตามด้วยของใช้ทำความสะอาดของแม่บ้าน ถ้าคุณเป็น GM โรงแรม 80 ห้องในหัวหิน งานสัปดาห์นี้คือเปิดสัญญา supplier รายหลักทั้งหมด ดูว่ารายไหนใกล้รอบปรับราคา แล้วเจรจาล็อกราคาแบบมีกรอบเวลาแทนการสั่งซื้อรายเดือนตามใบเสนอราคาใหม่
ฝั่งที่เป็นหน้าต่างโอกาสคือค่าไฟ มาตรการตรึงราคาช่วยถึงเดือนสิงหาคม ช่วงนี้จึงเหมาะกับงานซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนอุปกรณ์กินไฟ และทดสอบมาตรการประหยัดพลังงานก่อนเข้า high season ที่โหลดการใช้ไฟจะสูงสุด — ทำตอนที่ค่าไฟถูก เห็นผลตอนที่ค่าไฟกลับมาแพง
📅 6-12 เดือน: ดอกเบี้ยนโยบาย 1% และกำลังซื้อในประเทศยังอ่อน — ควรตั้งราคาปีหน้าจากอะไรถ้าไม่ใช่ปีที่แล้วบวกเปอร์เซ็นต์?
ฤดูทำงบ 2570 กำลังจะมาถึง และปีนี้วิธีตั้งราคาแบบเอาปีที่แล้วบวกเปอร์เซ็นต์กลม ๆ อันตรายเป็นพิเศษ เพราะฐานราคาปีที่แล้วอยู่ในตลาดที่ราคาห้องกำลังหด ขณะฐานต้นทุนขยับขึ้นไปแล้ว กรอบที่ตรงกว่าคือแยก 2 ขา — ขาแรก rate floor (ราคาต่ำสุดที่ยอมขาย) ต้องคำนวณจาก CPOR (Cost Per Occupied Room — ต้นทุนต่อห้องที่มีแขกพัก) ตัวปัจจุบัน บวกเป้ากำไรขั้นต่ำต่อห้อง ขาที่ 2 ให้ demand เป็นตัวกำหนดเพดานผ่าน pickup และ pace ของแต่ละฤดู อย่าให้ความกลัวห้องว่างเป็นคนตั้งราคา
deal เหมา กรุ๊ป และสัญญา corporate ที่เซ็นไว้จากต้นทุนปีก่อนคือจุดรั่วที่เงียบสุด — ทุก deal ควรถูกไล่เทียบกับ floor ใหม่ ส่วนดอกเบี้ยนโยบายที่ตลาดคาดว่าจะคงระดับ 1% ถึงสิ้นปี เป็นจังหวะที่ควรนัดคุยกับธนาคารเรื่องโครงสร้างหนี้และเงินลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพ — การตัดสินใจส่วนนี้ขึ้นกับงบการเงินของแต่ละแห่ง ควรดูตัวเลขตัวเองก่อนเสมอ
🔭 2-3 ปี: ถ้าค่าครองชีพสูงกลายเป็นภาวะถาวรอย่างที่ สนค. เตือน — โครงสร้างต้นทุนและ product ของโรงแรมไทยต้องเปลี่ยนตรงไหน?
สนค. ใช้คำที่หนักพอสมควร: ภาระค่าครองชีพอาจกลายเป็นเรื่อง “ถาวร” เพราะราคาอาหารสำเร็จรูปที่ขึ้นแล้วแทบไม่เคยลง สำหรับโรงแรมนี่คือสัญญาณว่าการรอให้ต้นทุนกลับไปเท่าเดิมไม่ใช่แผน งานเชิงโครงสร้างมี 3 ชิ้น: ลงทุนประสิทธิภาพพลังงานและน้ำซึ่งจ่ายครั้งเดียวแต่กดต้นทุนทุกเดือน ทำ menu engineering ทั้งอาหารเช้าและเมนูขายจริงให้สะท้อนต้นทุนใหม่โดยไม่ลดคุณภาพที่แขกสัมผัสได้ และขยับโครงสร้างรายได้ไปหา segment ที่อ่อนไหวต่อราคาน้อยลง เช่นแขกจองตรงและแขกพักยาว
หลักคิดเดียวกับที่ผมเคยเขียนเรื่องโรงแรมเมืองรองที่ใช้ green season สร้างตลาดของตัวเองแทนการรอ demand เดิม — ในตลาดที่ขึ้นราคายาก กำไรต้องมาจากการออกแบบ ไม่ใช่จากการหวังว่าตลาดจะใจดีขึ้น ตั้งแต่โรงแรมในกรุงเทพไปจนถึงรีสอร์ทในเชียงใหม่ คำถามเดียวกันหมด: อีก 3 ปีข้างหน้า ถ้าต้นทุนไม่กลับไปที่เดิม โมเดลกำไรของเราจะยืนอยู่บนอะไร
⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้
- เทียบ P&L ของโรงแรมกับทิศทาง CPI ทีละบรรทัด — เปิด P&L 3 เดือนหลังสุด แยกบรรทัดที่ CPI ชี้ว่ากำลังขึ้น (วัตถุดิบอาหาร อาหารสำเร็จรูป ค่าขนส่ง น้ำมัน ค่าเช่า ของใช้ทำความสะอาด) เทียบกับบรรทัดที่ลง (ค่าไฟฟ้า) แล้วคำนวณ CPOR ปัจจุบันจากเลขจริง — รู้ให้ชัดว่า margin โดนบีบจากบรรทัดไหน เท่าไร
- ตั้ง rate floor ใหม่จาก CPOR ปัจจุบัน แล้วรีวิวทุก deal ที่ต่ำกว่า — คำนวณราคาต่ำสุดที่รับได้จาก CPOR ใหม่บวกเป้ากำไรขั้นต่ำ ไล่เทียบ deal เหมา กรุ๊ป สัญญา corporate และ rate plan ทุกตัวที่ตั้งจากต้นทุนปีก่อน — deal ไหนต่ำกว่า floor ใหม่ เจรจาปรับเงื่อนไขหรือปล่อยเมื่อครบสัญญา
- ทดลอง 60 วัน ปกป้อง ADR ด้วย value-add แทนการลดราคา — ในตลาดที่กำลังซื้ออ่อน การขึ้นราคาตรง ๆ ทำยาก ให้คงราคาแต่เพิ่มมูลค่า เช่น อาหารเช้า late check-out หรือเครดิตร้านอาหาร ผ่านช่องทางจองตรงเป็นหลัก แล้ววัด occupancy กับรายได้สุทธิต่อห้องเทียบช่วงก่อนทดลอง — คุ้มค่อยขยาย ไม่คุ้มก็ได้ข้อมูลจริงไว้ปรับ
(กรอบ 60 วันและแนว value-add เป็นจุดตั้งต้นเชิง scenario ไม่ใช่สูตรสำเร็จ — โครงสร้างต้นทุน ฤดูกาล และสัญญาของแต่ละโรงแรมต่างกัน ควรตัดสินใจจากตัวเลขของตัวเอง)
ตัวเลขเงินเฟ้อรอบนี้ไม่ได้บอกว่าโรงแรมไทยกำลังแย่ — มันบอกอะไรที่มีประโยชน์กว่านั้น: มันชี้ตำแหน่งที่ margin รั่วให้เห็นเป็นรายบรรทัด ต้นทุนฝั่งไหนขึ้น ฝั่งไหนได้เครื่องช่วยชั่วคราว และฝั่งรายได้อยู่ตรงไหนของตลาด ข้อมูลระดับนี้ออกทุกเดือน ฟรี และแทบไม่มีโรงแรมไหนเอามานั่งเทียบกับ P&L ตัวเองจริง ๆ
คำถามที่อยากฝากไว้ก่อนเข้าครึ่งปีหลัง: โรงแรมคุณจะเป็นฝ่าย “รอให้เงินเฟ้อผ่านไป” แล้วค่อยว่ากัน หรือจะใช้เดือนนี้จัดโครงสร้างต้นทุนกับ rate floor ใหม่ให้เสร็จก่อนตลาดบังคับ — เพราะเดือนที่ทั้งประเทศขึ้นราคาแต่เราลดราคา จะเป็นแค่เดือนแปลก ๆ เดือนหนึ่ง หรือเป็นจุดเริ่มของ margin ที่บางลงเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรกับมันตอนนี้
อยากลองคำนวณ CPOR กับ rate floor ใหม่จากต้นทุนรอบนี้ หรือช่วยกันไล่รีวิว deal ที่ margin เริ่มบาง — ทักมาคุยกันได้เลย

