ภาพประกอบบทความโรงแรมเรื่อง วีซ่าฟรี 60→30 วัน มีผล 15 ก.ย. 2569 — segment ที่โรงแรมไทยต้องห่วงคือ Long-haul Long-stay ไม่ใช่ทั้งตลาด

วีซ่าฟรี 60→30 วัน มีผล 15 ก.ย. 2569 — segment ที่โรงแรมไทยต้องห่วงคือ Long-haul Long-stay ไม่ใช่ทั้งตลาด

Market Demand

📚 บทเรียนจากข่าว · Case Study

ทำไมนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ trip สั้นกว่า 30 วันไม่กระทบ — แต่ Long-stay ยุโรปช่วง Nov–Mar คือคนที่ทำ RevPAR ให้ Phuket/Samui

TL;DR:
  • The Nation และ TAT (1 ก.ย. 2569) รายงานว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจานุเบกษา 31 ส.ค. 2569 ลดสิทธิวีซ่าฟรีเพื่อการท่องเที่ยวของ 60 ประเทศ จาก 60 วันเหลือ 30 วัน โดย TAT ระบุกรอบใหม่มีผล 15 ก.ย. 2569
  • คนที่กระทบจริงคือ Long-haul Long-stay ที่เคยพัก 30–60 วัน (ยุโรปหนีหนาว Nov–Mar, digital nomad) ไม่ใช่นักท่องเที่ยว trip สั้นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่
  • บทเรียน RM: วัด room-night ที่ LOS เกิน 30 วันแยกราย source market ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ — ตกใจทั้งตลาดโดยไม่รู้ขนาด segment คือการตัดสินใจบนข้อมูลที่ขาด

ก่อนอื่นขอเปิดตรง ๆ ว่านี่ไม่ใช่ข่าวด่วนของวันนี้ แต่เป็นบทเรียนจากข่าวที่เพิ่งลงเมื่อต้นสัปดาห์ The Nation รายงานเมื่อ 1 กันยายน 2569 ว่ากระทรวงมหาดไทยออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 31 สิงหาคม 2569 ปรับสิทธิยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวของ 60 ประเทศและดินแดน จากเดิมพักได้ 60 วัน เหลือ 30 วัน ฝั่ง TAT สื่อสารว่า กรอบใหม่ 30 วัน (บวกกรอบ 15 วันสำหรับ Seychelles และ Mauritius) มีผล 15 กันยายน 2569 แทนสิทธิ 60 วันที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 15 กรกฎาคม 2567

พอเห็นพาดหัว “ตัดวีซ่าฟรีครึ่งหนึ่ง” หลายคนในวงการรีบสรุปว่า demand จะหด แต่ผมว่าตรงนี้คือจุดที่ต้องช้าลงหนึ่งจังหวะ เพราะตัวเลขที่สำคัญไม่ใช่ “60 เหลือ 30” — แต่คือ “โรงแรมของคุณมี room-night กี่เปอร์เซ็นต์ที่แขกพักเกิน 30 วันจริง ๆ” ถ้าคุณตอบคำถามนี้ไม่ได้ทันที นั่นแหละคือปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวนโยบายวีซ่าเสียอีก

ทำไมไทยตัดวีซ่าฟรีจาก 60 วันเหลือ 30 วัน และใครได้รับผลกระทบจริง?

ตามประกาศ สิทธิ 60 วันที่ให้กับ 93 ประเทศตั้งแต่กรกฎาคม 2567 ถูกปรับกลับมาเป็น 30 วันสำหรับ 60 ประเทศ ประกาศนี้ลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 14 กรกฎาคม 2569 เหตุผลที่รัฐให้คือความมั่นคงและการใช้ช่องวีซ่ายาวในทางที่ผิด เช่น การทำงานผิดกฎหมายและการพำนักเกินกำหนด นอกจากนี้ยังจำกัดผู้ที่เข้าทางด่านพรมแดนบกให้ใช้สิทธิยกเว้นวีซ่าได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปีปฏิทิน (ยกเว้นมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์)

ประเด็นคือ นักท่องเที่ยว leisure ส่วนใหญ่ trip อยู่ที่ 5–14 วัน คนกลุ่มนี้ไม่รู้สึกอะไรเลยกับเพดาน 30 วัน คนที่กระทบจริงคือ Long-haul Long-stay ที่มาพัก 30–60 วัน ซึ่งกระจุกอยู่ไม่กี่กลุ่ม: ยุโรปที่หนีหนาวมาอยู่ยาวช่วง Nov–Mar, กลุ่ม retiree และ digital nomad ที่ใช้ไทยเป็นฐานทำงานระยะกลาง คนกลุ่มนี้ยังมีทางออกคือ Destination Thailand Visa (DTV) ที่ให้พักได้ถึง 180 วัน แต่ต้องยื่นและมีค่าใช้จ่าย — นั่นคือแรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ประตูปิด

💡 BoydWee เห็นว่า — Long-stay ≠ ทั้งตลาด

สิ่งที่ผมกังวลไม่ใช่ตัวนโยบาย แต่คือวิธีที่โรงแรมจะรับมือกับมัน ข่าวแบบนี้กระตุ้นให้คนลดราคาทั้งกระดานเพราะ “กลัว demand หาย” ทั้งที่ segment ที่กระทบจริงอาจเป็นแค่เศษเสี้ยวของ room-night ทั้งปี การตัดราคาทั้งบ้านเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่กระจุกอยู่ 5–10% ของ inventory คือการยิงตัวเองที่ ADR โดยไม่จำเป็น

คนที่มีข้อมูล LOS ราย source market จะเห็นทันทีว่าต้องขยับตรงไหน คนที่ไม่มีจะเดา และการเดาในภาวะแบบนี้มักจบที่การลดราคา ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่แพงที่สุด

“ตัวเลขที่ต้องรู้ไม่ใช่ 60 เหลือ 30 — แต่คือ room-night กี่ % ที่แขกพักเกิน 30 วันจริง”

แล้วโรงแรมแต่ละแบบต้องอ่านสัญญาณนี้ยังไง

⏱ 3–6 เดือน: โรงแรม Phuket/Samui ที่พึ่ง Long-haul Long-stay ช่วง Low Season ควรทำอะไรก่อน High Season Nov–Mar?

ดึง booking data ย้อนหลังมาวัดว่า room-night ที่มี LOS เกิน 30 วันมาจาก source market ไหนและคิดเป็นสัดส่วนเท่าไร ถ้าสัดส่วนน้อย ผลกระทบก็จำกัดและไม่ต้องแตะราคา ถ้าเยอะควรสื่อสารทางเลือก DTV ให้แขกกลุ่มนี้รู้ก่อนวางแผนทริปฤดูหนาว และเตรียมแพ็กเกจที่ออกแบบรอบ 30 วันพอดี เพราะ Nov–Mar คือหน้าต่างที่ Long-stay ยุโรปทำ occupancy ให้ช่วงที่ตลาดอื่นเงียบ

📅 6–12 เดือน: ถ้า Long-stay ยุโรปย้ายไป DTV หรือประเทศคู่แข่ง segment mix ของเราจะเปลี่ยนอย่างไร?

ถ้าแขก Long-stay บางส่วนเลือก DTV ก็ยังอยู่ในระบบแค่เปลี่ยนช่องวีซ่า แต่ถ้าบางส่วนย้ายปลายทาง room-night ช่วง Low Season จะหายและ ADR เฉลี่ยอาจขยับ เพราะ Long-stay มักได้ rate ต่อคืนต่ำแต่ค้ำ occupancy ในตลาดเงียบ ควร reforecast pickup ช่วง Nov–Mar ตามสัดส่วนที่วัดได้ และมองหา segment ทดแทน เช่น Short-haul จากอาเซียน หรือ Domestic ผ่านโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่รัฐเตรียมเปิดปลายปี

🔭 2–3 ปี: โมเดลรายได้ที่พึ่ง Long-stay visa-free จะยัง defensible ไหมถ้ากติกาวีซ่าเปลี่ยนอีก?

กติกาวีซ่าไทยเปลี่ยนหลายรอบในช่วง 2 ปี — จาก 30 วันขึ้นเป็น 60 วันในปี 2567 แล้วกลับมา 30 วันในปี 2569 โรงแรมที่ผูกรายได้กับช่องวีซ่าเดียวจะเปราะบางต่อการเปลี่ยนนโยบาย ทางที่ทนทานกว่าคือกระจาย source market และมีข้อมูล LOS ราย segment ที่แม่นพอจะปรับ inventory และราคาได้เร็วเมื่อกติกาขยับ นี่คือความต่างระหว่างโรงแรมที่ตั้งรับได้กับโรงแรมที่ต้องวิ่งตามข่าว

🧮 ลองวัดขนาด segment ที่เสี่ยงจริง (สมมติฐาน)

สมมติโรงแรม 100 ห้องใน Phuket, ADR เฉลี่ย 3,500 บาท, occupancy ทั้งปี 75%:

Room-night ขายได้ทั้งปี (100 × 365 × 75%)≈ 27,375 คืน
รายได้ห้องพักทั้งปี (× 3,500)≈ 95.8 ล้านบาท
สมมติ Long-haul Long-stay (LOS > 30 วัน) = 8% ของ room-night≈ 2,190 คืน
รายได้จาก segment นี้≈ 7.67 ล้านบาท
สมมติ 30% ของ segment ไม่มา/สั้นลง = revenue at risk≈ 2.3 ล้านบาท
คิดเป็นสัดส่วนของรายได้ห้องทั้งปี≈ 2.4%

นี่คือ scenario สมมติฐาน ไม่ใช่ตัวเลขจริงของโรงแรมใด สัดส่วน 8% และ 30% เป็นค่าที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เห็นวิธีคิด — ตัวเลขจริงต้องมาจาก booking data ของคุณเอง ประเด็นคือ แม้เป็นข่าวใหญ่ ผลกระทบต่อรายได้ห้องทั้งปีอาจอยู่ระดับหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณรู้ขนาด segment จริง

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้

  1. Audit: วัด room-night ที่ LOS เกิน 30 วัน แยกตาม source market — ดึง booking data 12 เดือนย้อนหลัง กรอง reservation ที่ LOS เกิน 30 วัน แล้วดูว่ามาจากประเทศไหนและคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ room-night ทั้งปี เพื่อรู้ขนาดจริงของ segment ที่มีความเสี่ยง
  2. Match: สื่อสารทางเลือก DTV และทำแพ็กเกจรอบ 30 วัน — ถ้า segment มีนัยสำคัญ เตรียมข้อมูล DTV 180 วันไว้ตอบแขก และออกแบบแพ็กเกจ Long-stay ที่พอดี 30 วัน เพื่อไม่ให้แขกที่ไม่อยากทำวีซ่าหลุดมือ
  3. Trial: reforecast pickup Nov–Mar และทดลอง segment ทดแทน — ปรับ forecast pickup ช่วง High Season ตามสัดส่วน Long-stay ที่อาจหาย และทดลองกระตุ้น Short-haul หรือ Domestic ผ่านโครงการรัฐเพื่ออุด room-night ที่ว่าง

DTV และเงื่อนไขวีซ่าปรับได้ตามประกาศราชการ ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนสื่อสารกับแขกทุกครั้ง

สุดท้ายคำถามไม่ได้อยู่ที่ “วีซ่าฟรีเหลือ 30 วันแล้วจะแย่ไหม” แต่อยู่ที่ว่าคุณจะตอบด้วยข้อมูลหรือด้วยความกลัว โรงแรมที่วัด LOS ราย segment ได้จะรู้ว่าต้องขยับแค่มุมเดียว ส่วนโรงแรมที่ไม่มีข้อมูลจะลดราคาทั้งบ้านเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเล็กกว่าที่คิด — แล้วคุณอยากเป็นแบบไหน

แหล่งข่าวหลัก: Thailand cuts visa-free stays from 60 days to 30 days — The Nation () · ประกอบกับ TAT Newsroom — 30-day and 15-day visa exemption rules from 15 September ()

อยากรู้ว่า Long-stay เป็นกี่ % ของ room-night โรงแรมคุณ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มดึงข้อมูลตรงไหน — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗