
ยึด Budget เดิมทั้งที่ demand เปลี่ยน เสียหายกว่าที่คิด — ทำไม ERW กล้าหั่นเป้าปี 2026 จาก 9% เหลือ 6%
เลขที่สำคัญไม่ใช่เป้าที่ถูกหั่น — แต่คือการเลือก rate นำ occupancy ที่ ~80% ในวันที่ long-haul ยังไม่กลับ
- ที่งาน Opportunity Day เมื่อ 18 ส.ค. 2569 ERW (Erawan Group) ปรับเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2026 ลงจาก 9% เหลือ 6% (ราว 8.4 พันล้านบาท) อ้างการชะลอของนักท่องเที่ยว long-haul — แต่ RevPAR เดือนกรกฎาคมของกลุ่มยังเพิ่ม 5% YoY
- สำคัญเพราะนี่คือ re-forecast ตามข้อมูลจริง ไม่ใช่การหดตัว ERW เลือกเดินเกม rate นำที่ occupancy ~80% แทนไล่ปริมาณ โดยมี event ใหญ่ครึ่งปีหลังหนุน (World Bank กรุงเทพ ต.ค. + Tomorrowland พัทยา)
- สิ่งที่ควรทำ: แยกตัวเลขที่คุมได้ (ADR, ต้นทุน) ออกจากที่คุมไม่ได้ (long-haul, ค่าเงิน) แล้ว re-forecast ทุกไตรมาสด้วย pickup จริง
เมื่อวานนี้ 18 สิงหาคม 2569 ที่งาน Opportunity Day อภิญญา งามอาภิชน CFO ของ The Erawan Group (SET: ERW) แถลงผล 2Q26 พร้อมปรับเป้าทั้งปีลง รายได้ไตรมาส 2 อยู่ที่ 1,828 ล้านบาท เพิ่ม 4% EBITDA 502 ล้านบาท เพิ่ม 1% และกำไรสุทธิก่อนรายการพิเศษ 83 ล้านบาท กระโดด 31% แต่ตัวเลขที่คนจับตาคือเป้าทั้งปี ที่ถูกหั่นจากเดิม 9% เหลือ 6% หรือราว 8.4 พันล้านบาท โดยระบุสาเหตุหลักคือการชะลอของนักท่องเที่ยว long-haul จากผลของสงครามที่ยืดเยื้อ
อ่านหัวข้อข่าวเผิน ๆ เหมือน ERW กำลังถอย แต่ถ้าอ่านตัวเลขให้ครบ มันเล่าคนละเรื่อง เพราะในเดือนกรกฎาคมที่เพิ่งผ่านมา RevPAR (Revenue per Available Room — รายได้ห้องพักเฉลี่ยต่อห้องที่มีขาย) ของกลุ่มยังเพิ่ม 5% YoY กลุ่ม luxury ถึง economy เพิ่มถึง 8% และ ERW ตั้งเป้า occupancy เฉลี่ยทั้งปีราว 80% โดยเน้น “ขึ้นราคาห้องเพื่อพยุงรายได้” นี่ไม่ใช่ภาพของธุรกิจที่หดตัว แต่คือการ re-forecast ที่แยกสิ่งที่คุมได้ออกจากสิ่งที่คุมไม่ได้อย่างมีวินัย — ประเด็นที่โรงแรมไทยทุกขนาดเอาไปใช้ได้ทันที
▍ทำไม ERW ลดเป้ารายได้ปี 2026 จาก 9% เหลือ 6%?
คำตอบตรง ๆ จากปากบริษัทคือ demand ฝั่ง long-haul ยังไม่กลับตามที่ตั้งไว้ต้นปี ERW จึงปรับเป้าการเติบโตรายได้ทั้งกลุ่มลงจาก 9% เหลือ 6% แล้วลงรายละเอียดต่อ กลุ่มโรงแรม luxury ถึง economy ปรับจาก 7% เหลือ 5% ส่วนกลุ่ม budget หรือ Hop Inn ปรับจาก 14% เหลือ 10% เหตุผลเดียวกันคือตลาดไกลชะลอ บวกกับที่ญี่ปุ่น Hop Inn เจอการแข่งขันสูงขึ้น เพราะโรงแรมที่เคยพึ่งนักท่องเที่ยวจีนหันมาแย่งตลาดอื่น และมีผลจากบาทแข็งตอนแปลงรายได้กลับเป็นเงินบาท
แต่การปรับเป้าครั้งนี้ไม่ได้มาจากผลประกอบการที่แย่ กำไรสุทธิก่อนรายการพิเศษไตรมาส 2 ยังโต 31% และที่สำคัญกว่าคือสัญญาณต้นไตรมาส 3 — RevPAR เดือนกรกฎาคมของกลุ่มเพิ่ม 5% YoY โดย Hop Inn เพิ่ม 6% ขณะที่ ERW คาดว่าไตรมาส 3 รายได้จะโต 7% YoY และ advance booking ไตรมาส 4 อยู่ในระดับใกล้เคียงปีก่อน พูดง่าย ๆ คือบริษัทลดเป้าเพราะ “สมมติฐาน demand ต้นปีสูงเกินจริง” ไม่ใช่เพราะ “ธุรกิจกำลังทรุด” 2 อย่างนี้ต่างกันคนละเรื่อง และการอ่านให้ออกว่าอันไหนเป็นอันไหน คือหัวใจของ Revenue Management ที่ดี
💡 BoydWee เห็นว่า — ยึด Budget เดิม แพงกว่า Re-forecast
ผมว่าจุดที่โรงแรมไทยควรหยุดอ่านตรงนี้คือ วิธีที่ ERW แยก “ตัวเลขที่คุมได้” ออกจาก “ตัวเลขที่คุมไม่ได้” จำนวนนักท่องเที่ยว long-haul ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน ราคาตั๋วเครื่องบิน — พวกนี้บริษัทคุมไม่ได้ จึงยอมปรับเป้ารายได้ลงให้ตรงกับความจริง แต่สิ่งที่คุมได้ — ADR, ต้นทุน, การเลือก event มาหนุน, จังหวะ renovate — บริษัทเดินหน้าเต็มที่ ถึงได้ประกาศชัดว่าครึ่งปีหลังจะ “เน้นขึ้นราคาห้องเพื่อพยุงรายได้” ที่ occupancy ราว 80%
ทีนี้ลองคิดกลับด้าน — โรงแรมที่ดื้อยึด Budget ต้นปีทั้งที่ demand เปลี่ยนไปแล้ว จ่ายแพงกว่าเสมอ แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่โผล่ในพาดหัว เพราะเมื่อ Budget สั่งว่าปีนี้ต้องโต 9% แต่ตลาดไกลไม่กลับ ทีมก็จะถูกบีบให้ไล่ตัวเลขด้วยวิธีที่ทำลายมูลค่า — หั่นราคาลง OTA ต้นทุนสูงเพื่อดัน occupancy, ปล่อยห้องราคาถูกล่วงหน้าจนไม่เหลือของขายวัน demand จริง, สุดท้ายได้ occupancy มาแต่ ADR พัง RevPAR ต่ำกว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ยังไม่นับทีมขายที่หมดกำลังใจกับเป้าที่ไม่มีทางถึง การไม่ยอม re-forecast จึงไม่ใช่ “ความมั่นคง” แต่คือการเลือกจ่ายความเสียหายแบบเงียบ ๆ ทั้งปี
สิ่งที่ ERW ทำแทนคือ rate-led RevPAR ในสภาพที่ปริมาณ demand ไม่แน่นอน เมื่อคุณคุมจำนวนหัวไม่ได้ คุณก็ไปคุมมูลค่าต่อหัวแทน แต่มันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมี demand catalyst จริงมาหนุน ซึ่ง ERW มีครบ — การประชุม World Bank ที่กรุงเทพเดือนตุลาคม และ Tomorrowland ที่พัทยา บทเรียนคือ อย่ากลัวการปรับเป้าลง ถ้าการปรับนั้นทำให้คุณเลิกไล่ตัวเลขปลอมแล้วโฟกัสไปที่ตัวแปรที่คุมได้จริง
การหั่นเป้าที่ทำให้คุณโฟกัสตัวแปรที่คุมได้ ดีกว่าการยึดเป้าเดิมที่ตั้งบนสมมติฐาน demand ที่ไม่จริงแล้ว
📊 ตัวเลข ERW ที่แถลง 18 ส.ค. — เป้าที่ปรับ vs สัญญาณที่ยังบวก
ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ ERW แถลงในงาน Opportunity Day 18 ส.ค. 2569 (รายงานโดย Kaohoon International) ไม่ใช่การประมาณการของ Gusornhai เป้าเต็มปีที่ 6% เทียบเป็นรายได้ราว 8.4 พันล้านบาท
▍โรงแรมไทยได้อะไรจากไตรมาสนี้ — 3 กรอบเวลา
⏱ 3-6 เดือน: โรงแรมไทยควรตั้ง rate อย่างไรในไตรมาส 4 ที่ occupancy ราว 80%?
ERW วางเกมครึ่งปีหลังชัดว่าเน้นราคานำ ที่ occupancy เต็มระดับ ~80% อยู่แล้ว การเปิดราคาต่ำเพื่อไล่ occupancy เพิ่มอีกไม่กี่เปอร์เซ็นต์คือการทิ้งรายได้ ถ้าโรงแรมของคุณ occupancy ไตรมาส 4 แน่นตามฤดูกาล ให้ตั้ง ADR จากปฏิทิน demand จริง โดยเฉพาะวันที่มี event ใหญ่ในพื้นที่ ปีนี้ตัวหนุนชัด — การประชุม World Bank ที่กรุงเทพเดือนตุลาคม และ Tomorrowland ที่พัทยา ซึ่ง ERW บอกเองว่าจะดันราคาห้องทั้ง 3 โรงแรมในพัทยาของกลุ่ม โรงแรมในพื้นที่เดียวกันควรอ่าน demand แบบนี้ให้ออกและตั้งราคาให้ทัน
📅 6-12 เดือน: ถ้า long-haul ยังไม่กลับเต็มที่ segment mix ควรปรับไปทางไหน?
ERW เห็นสัญญาณกลุ่มจีนเริ่มกลับ บวกกับบาทอ่อนที่เพิ่มความสามารถแข่งขันด้านราคาของไทย และราคาตั๋วเครื่องบินที่เริ่มนิ่ง โรงแรมไทยที่พึ่ง long-haul สูงควรถือโอกาส 6-12 เดือนนี้กระจาย source market — เติมกลุ่มในประเทศและตลาดระยะใกล้เข้ามาพยุงวันธรรมดา พร้อมจับจังหวะจีนที่เริ่มฟื้น อย่ารอให้ตลาดไกลกลับมาเต็มก่อนแล้วค่อยขยับ เพราะช่วงรอยต่อแบบนี้ demand ในประเทศและระยะใกล้คือตัวรักษา occupancy floor ที่ทำให้กลยุทธ์ราคานำอยู่ได้
🔭 2-3 ปี: กลยุทธ์ rate-led RevPAR จะยั่งยืนแค่ไหนเมื่อ supply ใหม่เข้ามา?
ERW ตั้งเป้าตามแผน JUMP+ ที่รายได้ 10 พันล้านบาทในปี 2028 โต 7-10% ต่อปีจากฐานปี 2025 พร้อมลงทุน renovate Grand Hyatt Erawan Bangkok (380 ห้อง) ราว 500 ล้านบาท ระหว่างพฤษภาคม 2569 ถึงไตรมาส 2 ปี 2570 จุดนี้สำคัญ — การขึ้นราคาจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อ product ถูกยกระดับจริง เมื่อ supply ใหม่ในตลาดเพิ่มขึ้น การตั้ง ADR สูงโดยไม่มีคุณค่ารองรับจะย้อนกลับมากด occupancy แทน โรงแรมไทยที่จะเดินเกมราคานำในระยะยาวจึงต้องวางแผนลงทุนใน product และ experience ควบคู่ไปกับการขึ้นราคา ไม่ใช่ขึ้นราคาอย่างเดียว
▍ภาพรวมไตรมาส 2 ทั้งกลุ่ม — ทำไม ERW ไม่ได้อยู่คนเดียว
สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่าสนใจกว่าบริษัทเดียวคือ ฤดูแถลงผลไตรมาส 2 ที่เพิ่งจบ สะท้อนภาพตลาดที่ “แยกชั้น” ชัด CENTEL (Central Plaza Hotel) รายงานกำไรสุทธิพุ่ง 69% เป็น 176 ล้านบาท จากวินัยด้านต้นทุนและตลาดต่างประเทศ แม้ RevPAR รวมของกลุ่มลด 10% เพราะดูไบร่วง 61% จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่มัลดีฟส์กลับพุ่ง 69% ส่วน AWC (Asset World) รายได้ 5,502 ล้านบาท เพิ่ม 5.6% กำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่ม 4.6% โดยฝั่งโรงแรมได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวในกรุงเทพ พัทยา RevPAR โต 169% จากโรงแรมใหม่ 2 แห่ง เชียงใหม่ +31% สมุย +10% ด้าน Minor Hotels core profit 2.8 พันล้านบาท โต 2% โดยยุโรปและอเมริกาช่วยชดเชยตะวันออกกลาง
อ่านรวมกันจะเห็นรูปแบบเดียวกัน — กลุ่มที่มี portfolio กระจายและคุมต้นทุนเก่งยังโตกำไรได้แม้ demand บางตลาดร่วง ขณะที่ตลาดไกลและตลาดที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวถ่วง บทเรียนสำหรับโรงแรมอิสระคือ คุณไม่จำเป็นต้องมี portfolio หลายประเทศ แต่คุณต้องมี “วินัยต้นทุน” และ “การกระจาย segment” แบบเดียวกับที่กลุ่มใหญ่ใช้เอาตัวรอดในไตรมาสนี้
⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้
- Audit: แยกตัวเลขที่คุมได้ออกจากตัวเลขที่คุมไม่ได้ — เปิด forecast ปี 2026 ของคุณ ขีดเส้นแบ่ง 2 กลุ่ม กลุ่มที่คุมได้ (ADR, การตั้งราคา, ต้นทุน, channel mix) กับที่คุมไม่ได้ (จำนวน long-haul, ค่าเงิน, ราคาตั๋วเครื่องบิน) แล้วถามว่าเป้าเดิมตั้งบนสมมติฐาน demand ที่ยังจริงอยู่ไหม ถ้าไม่ — ปรับ
- Match: เลือก rate นำ หรือ occupancy นำ ตาม demand จริง — ถ้า occupancy high season แน่นอยู่แล้ว ให้ตั้ง ADR จากปฏิทิน demand และ event ในพื้นที่ ไม่เปิดราคาต่ำไล่ occupancy ที่จะเต็ม แต่ถ้าวันธรรมดายังหลวม ใช้ราคาและ package ดึงกลุ่มในประเทศและระยะใกล้มาเติม
- Trial: re-forecast ทุกไตรมาสด้วยข้อมูลจริง — ตั้งรอบทบทวน forecast ทุกไตรมาสโดยใช้ pickup และ RevPAR เดือนล่าสุดเป็นตัวตั้ง ปรับเป้าขึ้นหรือลงตามข้อมูล แล้วสื่อสารกับทีมและเจ้าของว่าการปรับเป้าคือวินัย ไม่ใช่การยอมแพ้
ตัวเลขผลประกอบการและเป้าทั้งหมดอ้างอิงจากที่บริษัทแถลงต่อสาธารณะ (Opportunity Day และรายงานผลไตรมาส 2/2026) ตัวเลขเป้าเป็นการคาดการณ์ของบริษัท ไม่ใช่การรับประกัน
กลับมาที่คำถามตั้งต้น — พาดหัวว่า “ERW หั่นเป้า” ทำให้หลายคนคิดว่าตลาดโรงแรมกำลังแย่ลง แต่ตัวเลขที่อยู่ใต้พาดหัวเล่าอีกเรื่อง RevPAR ยังขึ้น กำไรก่อนรายการพิเศษยังโต และบริษัทเลือกเดินเกมราคานำเข้าสู่ครึ่งปีหลังที่มี event ใหญ่รออยู่
คำถามที่โรงแรมของคุณต้องตอบจึงไม่ใช่ “ตลาดแย่ลงหรือเปล่า” แต่คือ — คุณกำลังยึดเป้าที่ตั้งไว้ต้นปีบนสมมติฐาน demand ที่อาจไม่จริงแล้ว หรือคุณกล้า re-forecast ด้วยข้อมูลจริง แล้วโฟกัสไปที่ตัวแปรที่คุมได้? สองทางนี้ พาไปคนละที่ในไตรมาส 4
ถ้าคุณกำลังชั่งใจว่าจะ re-forecast เป้าปีนี้ดีไหม หรือควรตั้ง ADR ยังไงในไตรมาส 4 — ทักมาคุยกันได้เลย



