ภาพเปรียบเทียบเส้น demand ที่พุ่งขึ้นกับเส้น supply ที่แผ่วลงของโรงแรมพักระยะยาว สื่อบทเรียนการออกแบบ Long-stay product สำหรับโรงแรมไทย

Extended-Stay สหรัฐ demand โต 6.2% แซงโรงแรมทั่วไป 9 เท่า — โรงแรมไทยอาจตีค่า Long-stay ต่ำไป

Market Analysis

ทำไม segment ที่หลายโรงแรมมองเป็นแค่ราคาเหมาถมห้องว่าง ถึง demand โตแรงสุดในรอบ 4 ปี — และ supply ที่ตามไม่ทันคือหน้าต่างอำนาจยืนราคา

TL;DR:
  • แหล่งข้อมูลและสาระหลัก: Skift (5 ก.ค. 2569) รายงานข้อมูล The Highland Group: demand โรงแรม Extended-Stay ในสหรัฐเดือน พ.ค. โต 6.2% จากปีก่อน แรงสุดตั้งแต่ ก.พ. 2565 ขณะโรงแรมทั่วไปเทียบเคียงโตแค่ 0.7% — occupancy ของ segment อยู่ที่ 76.7% สูงกว่าตลาดทั่วไปราว 12 จุด
  • ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: supply ของ segment โตไม่เกิน 4% ต่อปีมา 3 ปีติดจากดอกเบี้ยและต้นทุนก่อสร้าง — demand ที่เร่งชนกับ supply ที่แผ่วคือสูตรคลาสสิกของอำนาจยืนราคา และ demand ที่เพิ่มขึ้น 41 จาก 42 เดือนบอกว่านี่คือโครงสร้าง ไม่ใช่จังหวะสั้น ๆ
  • สัญญาณการลงมือทำ: โรงแรมไทยควรตรวจข้อมูล LOS ตั้งแต่ 7 คืนขึ้นไปของตัวเอง แล้วทดลองออกแบบสินค้า Long-stay ที่มีเงื่อนไขจริงจัง แทนการมองแขกพักยาวเป็นแค่ราคาเหมาถมห้องช่วงเงียบ

Skift รายงานเมื่อ 5 กรกฎาคม 2569 อ้างข้อมูลของ The Highland Group (บริษัทวิเคราะห์ตลาดโรงแรม Extended-Stay ในสหรัฐโดยเฉพาะ) ว่า demand ของโรงแรมกลุ่มนี้ในเดือนพฤษภาคมโต 6.2% จากปีก่อน แรงสุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2565 ขณะที่โรงแรมทั่วไปในระดับราคาเทียบเคียงกันโตเพียง 0.7% — ต่างกันเกือบ 9 เท่า รายได้ห้องพักรวมของ segment เพิ่ม 7.9% RevPAR (รายได้ห้องพักหารด้วยจำนวนห้องที่มีขาย) เพิ่ม 2.8% และ occupancy ยืนที่ 76.7% สูงกว่าโรงแรมทั่วไปราว 12 จุด

เอาตรง ๆ เลขที่ผมหยุดดูนานสุดไม่ใช่ 6.2% แต่เป็นเลขฝั่งตรงข้าม — supply ของ segment นี้โตไม่เกิน 4% ต่อปีมา 3 ปีติด และปี 2569 คาดว่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 5% อีกรอบ demand วิ่งแต่ supply เบรก ภาพแบบนี้ในตำราการทำราคาโรงแรม คือหน้าต่างของอำนาจยืนราคาที่กำลังเปิด แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับโรงแรมไทย? เกี่ยวตรงที่ demand พักยาวแบบเดียวกันนั่งอยู่ในตลาดเราอยู่แล้ว — แต่ส่วนใหญ่เรายังขายมันด้วยวิธีเดียวคือลดราคาเหมา

ทำไม demand ของ Extended-Stay ในสหรัฐโตแรงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ supply กลับชะลอ?

Extended-Stay (โรงแรมที่ออกแบบมาเพื่อการพักต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน — ห้องมักมีครัวเล็ก และราคาต่อคืนลดหลั่นตามความยาวการพัก) เป็น segment ที่โตเงียบ ๆ มานาน ตามรายงาน เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันที่ demand โตเกินค่าเฉลี่ยระยะยาวของ segment ที่ 5% และถ้าถอยออกมามองไกลขึ้น demand เพิ่มขึ้นใน 41 จาก 42 เดือนหลังสุด นักวิเคราะห์ของ The Highland Group จึงมองว่านี่คือการเร่งตัวจริงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ตัวเลขสวยชั่วคราวจากฐานต่ำ

แรงหนุนมาจากหลายทาง ทั้งที่พักของแรงงานที่ย้ายไปทำงานต่างเมือง ผู้อยู่อาศัยที่ต้องย้ายออกจากบ้านชั่วคราว และนักเดินทางที่ segment นี้ดึงมาจากโรงแรมทั่วไปซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่ามาก ขณะที่ฝั่ง supply โดนดอกเบี้ยสูงกับต้นทุนก่อสร้างกดไว้ — โตต่ำกว่า 4% ต่อปีมา 3 ปีติด โดยเฉพาะระดับ upscale ที่รายงานชี้ว่ายังสร้างน้อยกว่าที่ตลาดต้องการชัดเจน

ช่องว่างระหว่าง demand ที่เร่งกับ supply ที่แผ่ว คือเหตุผลที่รายงานประเมินว่าผู้ประกอบการ segment นี้จะได้อำนาจยืนราคาอย่างมีนัยสำคัญราวปี 2570 — ใครถือ product อยู่ก่อนในวันที่ห้องสร้างตามไม่ทัน คนนั้นเป็นฝ่ายกำหนดราคา

💡 BoydWee เห็นว่า — “ตีค่าต่ำไป”: โรงแรมไทยมีแขกพักยาวอยู่ในมือ แต่ยังไม่เคยออกแบบ Long-stay ให้เป็นสินค้าจริงจัง

ผมว่าโรงแรมไทยจำนวนไม่น้อยตีค่า Long-stay (การเข้าพักยาวต่อเนื่องหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน) ต่ำไปใน 2 ความหมายพร้อมกัน ความหมายแรกคือตีค่าเชิงราคา — มองแขกพักยาวเป็นแขกที่ต้องได้ราคาถูกสุดเสมอ เครื่องมือจึงเหลืออย่างเดียวคือลดเหมารายเดือน ความหมายที่ 2 หนักกว่า คือตีค่าเชิงกลยุทธ์ — ไม่เคยนับ segment นี้เป็นฐานธุรกิจจริงจัง ทั้งที่เศรษฐศาสตร์ของมันดี: การพักยาวให้ฐาน occupancy ที่ล็อกล่วงหน้าได้ ช่วยให้ forecast แม่นขึ้น CPOR (Cost Per Occupied Room — ต้นทุนต่อห้องที่มีแขกพัก) ต่ำลงเพราะทำความสะอาดถี่น้อยลงและไม่ต้องจ่ายต้นทุนหาแขกใหม่ทุกคืน และ demand ทนต่อรอบเศรษฐกิจกว่าที่คิด — เลข 41 จาก 42 เดือนของสหรัฐคือหลักฐาน

ฝั่งไทยเองมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างของตัวเอง วีซ่า DTV (Destination Thailand Visa) เปิดทางให้คนทำงานทางไกลพำนักยาวขึ้น digital nomad ในเชียงใหม่กับกรุงเทพ และแขกยุโรปวัยเกษียณที่หนีหนาวมาพักหัวหินหรือพัทยาครั้งละหลายเดือนทุกปี แต่ความต่างระหว่าง “มีแขกพักยาว” กับ “มี Long-stay product” คือ อย่างแรกเกิดขึ้นเอง อย่างหลังต้องออกแบบ — ตลาดสหรัฐออกแบบ segment นี้จนนักวิเคราะห์แยกติดตามเป็นตลาดของตัวเองอย่าง The Highland Group ส่วนบ้านเราหลายแห่งยังปล่อยให้มันเป็นแค่ราคากระดาษที่แปะไว้หน้าเคาน์เตอร์ช่วงห้องว่าง

อ่านเลข Extended-Stay สหรัฐ — สัญญาณที่โรงแรมไทยควรจด

demand พ.ค. 2569 (เทียบปีก่อน)+6.2% — แรงสุดตั้งแต่ ก.พ. 2565
โรงแรมทั่วไประดับราคาเทียบเคียง+0.7% — ต่างกันเกือบ 9 เท่า
occupancy ของ segment76.7% — สูงกว่าตลาดทั่วไป ~12 จุด
รายได้ห้องพักรวม / RevPAR+7.9% / +2.8%
demand โตต่อเนื่อง41 จาก 42 เดือนหลังสุด
supply โตต่อปี (3 ปีติด)ต่ำกว่า 4% — ปี 2569 คาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5%
ความหมายเชิงกลยุทธ์demand เร่ง + supply แผ่ว = หน้าต่างยืนราคา ~ปี 2570

ตัวเลขทั้งหมดคือตลาดโรงแรม Extended-Stay ในสหรัฐ จากข้อมูลของ The Highland Group อ้างอิงผ่านรายงานของ Skift (5 กรกฎาคม 2569) — ไม่ใช่ตัวเลขตลาดไทย ใช้เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างของ segment เท่านั้น ส่วน “หน้าต่างยืนราคา ~ปี 2570” เป็นการประเมินแนวโน้มในรายงาน ไม่ใช่คำการันตี และไทยยังไม่มีชุดข้อมูล Long-stay เทียบเท่าที่ตีพิมพ์สม่ำเสมอ โรงแรมจึงควรเริ่มจากข้อมูลการเข้าพักของตัวเองเป็นหลัก

ผลกระทบกับโรงแรมไทยใน 3 กรอบเวลา

⏱ 3-6 เดือน: ช่วงเงียบปีนี้ โรงแรมไทยควรเริ่มทดลองขาย Long-stay แบบไหนก่อน?

ช่วงกรกฎาคมถึงตุลาคมคือ low season ของหลายตลาดในไทย และคือหน้าต่างทดลองที่ความเสี่ยงต่ำสุด เพราะห้องที่นำมาทดลองมีต้นทุนค่าเสียโอกาสน้อยกว่าช่วง demand แน่น ถ้าคุณเป็นเจ้าของหรือ GM โรงแรม 60-100 ห้องในหัวหิน เชียงใหม่ หรือภูเก็ตฝั่งที่เงียบ งานชิ้นแรกของสัปดาห์นี้ตรงไปตรงมา: ดึงการจองย้อนหลัง 12 เดือนจาก PMS (Property Management System — ระบบบริหารห้องพัก) แล้วแยกดู booking ที่ LOS (Length of Stay — จำนวนคืนที่พักต่อการจอง) ตั้งแต่ 7 คืนขึ้นไป ว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ room-night มาจากช่องทางไหน จ่าย net ADR (ราคาขายเฉลี่ยต่อคืนหลังหักต้นทุนช่องทาง) เท่าไรเทียบแขกพักสั้น และกระจุกอยู่เดือนไหน

หลายโรงแรมไม่เคยตัดรายงานมุมนี้ แล้วมักแปลกใจว่ามีแขกพักยาวอยู่ในบ้านมากกว่าที่คิด ข้อมูลชุดนี้คือฐานของการตัดสินใจทุกขั้นถัดไป — แนวเดียวกับที่ผมเคยเขียนเรื่องโรงแรมเมืองรองที่ใช้ green season สร้างตลาดของตัวเองแทนการรอ demand เดิม การเจอ demand ที่คนอื่นมองข้ามในช่วงเงียบ คือแต้มต่อของโรงแรมที่ขยับก่อน

📅 6-12 เดือน: ถ้าจะให้ Long-stay เป็นฐาน occupancy ของโรงแรม — ต้องออกแบบ product ยังไงไม่ให้กินราคาแขกเดิม?

หัวใจคือ rate fence (เงื่อนไขที่กั้นไม่ให้แขกที่ยอมจ่ายราคาเต็มไหลลงมาใช้ราคาถูก) Long-stay rate ที่ดีไม่ใช่ส่วนลดเปอร์เซ็นต์ลอย ๆ จาก BAR (Best Available Rate — ราคาขายปกติ ณ ขณะนั้น) แต่คือแพ็กเกจที่เงื่อนไขต่างจริง เช่น พักตั้งแต่ 14 หรือ 28 คืนขึ้นไป ชำระล่วงหน้าบางส่วน ทำความสะอาดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งแทนทุกวัน ไม่รวมอาหารเช้า และตั้งราคาจากต้นทุนที่ลดลงจริงบวกเป้า occupancy ที่อยากล็อก ไม่ใช่จากความกลัวห้องว่าง

ฝั่งช่องทางขาย เริ่มจาก direct ก่อนเสมอ เพราะแขกพักยาวคุยรายละเอียดเยอะและมูลค่าต่อการจองสูง ส่วน OTA (Online Travel Agency — ช่องทางจองออนไลน์คนกลาง) อย่าง Agoda กับ Booking.com ก็มี rate plan สำหรับพักยาวให้ตั้งเสริมการมองเห็นได้ แล้ววัด channel mix (สัดส่วนยอดขายตามช่องทาง) ของ segment นี้แยกต่างหาก เป้าเชิง scenario ของปีแรกในหลายตลาดคือให้ Long-stay เป็นฐานราว 10-20% ของ room-night ช่วง low season — ตัวเลขนี้เป็นกรอบตั้งต้น ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะโครงสร้างแขกแต่ละตลาดต่างกัน

🔭 2-3 ปี: เมื่อ supply ใหม่ในไทยยังทะลักเข้ามา segment ไหนจะช่วยให้เรายืนราคาได้จริง?

ไทยกำลังอยู่ในรอบที่ห้องพักใหม่เข้าตลาดจำนวนมาก เมื่อห้องใหม่เปิดพร้อมกัน สนามที่เจ็บก่อนคือแขกพักสั้นที่เทียบราคาง่ายบน OTA — สงครามราคา ADR เกิดที่นั่น ขณะที่แขก Long-stay ตัดสินใจด้วยเกณฑ์อื่นเพิ่ม ทั้งความคุ้มต่อเดือน ความเสถียรของที่พัก และบริการที่ตอบการใช้ชีวิตจริง ฐาน Long-stay ที่ออกแบบไว้ดีจึงทำหน้าที่เป็นเกราะในวันที่ตลาดแข่งด้วยราคาอย่างเดียว

อีกภาพที่ควรเห็นคือผู้เล่นมืออาชีพทำ segment นี้เป็นระบบมานานแล้ว — เครือ serviced apartment ระดับภูมิภาคอย่าง Ascott ที่มีแบรนด์ Somerset และ Citadines สร้างธุรกิจบนแขกพักยาวเป็นแกนหลักมาตลอด ถ้าโรงแรมอิสระไม่ขยับ demand ก้อนนี้จะถูกดูดไปอยู่กับคนที่ออกแบบ product มารองรับโดยเฉพาะ คำถามเชิงโครงสร้างของ 2-3 ปีข้างหน้าจึงไม่ใช่ “ควรมี Long-stay ไหม” แต่คือ “จะให้ใครเป็นเจ้าของแขกกลุ่มนี้ในตลาดของเรา”

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — 3 ขั้นเปลี่ยน Long-stay จากราคาเหมาเป็น product

  1. ตรวจข้อมูล LOS ของโรงแรมตัวเองก่อน — ดึงการจองย้อนหลัง 12 เดือนจาก PMS แยก booking ที่ LOS ตั้งแต่ 7 คืนขึ้นไป ดูสัดส่วน room-night ช่องทางที่มา net ADR เทียบแขกพักสั้น และเดือนที่กระจุก ถ้ารายงานนี้ยังตัดไม่ได้ นั่นคือช่องว่างแรกที่ต้องปิดก่อนคุยเรื่องราคา
  2. ออกแบบ Long-stay rate ให้เป็น product ที่มี rate fence ชัด — ตั้งราคา 7 / 14 / 28 คืนพร้อมเงื่อนไขที่ต่างจริง (ชำระล่วงหน้าบางส่วน ทำความสะอาดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ไม่รวมอาหารเช้า) คิดจาก CPOR ที่ลดลงจริงบวกเป้า occupancy ที่อยากล็อก ไม่ใช่กดเปอร์เซ็นต์ส่วนลดจากความกลัวห้องว่าง
  3. ทดลอง 60-90 วันบนห้องจำนวนจำกัด แล้ววัดผลด้วยเลข 3 ตัว — เปิดขายราว 10-15% ของห้องเป็น Long-stay ช่วง low season บน direct และ OTA ที่รองรับ แล้ววัดฐาน occupancy ที่ล็อกได้ล่วงหน้า รายได้สุทธิต่อห้องเทียบกับที่คาดว่าจะขายแขกพักสั้นได้จริงในช่วงเดียวกัน และภาระงานแม่บ้านกับค่าน้ำไฟที่เปลี่ยนไป — คุ้มค่อยขยาย ไม่คุ้มก็ได้ข้อมูลราคาไว้ปรับรอบถัดไป

(สัดส่วน 10-15% และกรอบ 60-90 วันเป็นจุดตั้งต้นเชิง scenario สำหรับการทดลอง ไม่ใช่สูตรสำเร็จ — โครงสร้างแขก ต้นทุน และฤดูกาลของแต่ละโรงแรมต่างกัน ควรปรับตามข้อมูลจริงของตัวเอง)

ข่าวชิ้นนี้เป็นเรื่องของตลาดสหรัฐก็จริง แต่กลไกที่มันโชว์ไม่มีพรมแดน — segment ที่ demand โตสม่ำเสมอ 41 จาก 42 เดือน ไม่ได้เกิดจากโชค มันเกิดจาก product ที่ตอบวิธีใช้ชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งได้ตรงกว่าโรงแรมทั่วไป แล้วพอ supply ตามไม่ทัน คนที่ถือ product นั้นอยู่ก่อนก็กลายเป็นฝ่ายกำหนดเกม

คำถามที่อยากฝากไว้สำหรับ low season รอบนี้: โรงแรมคุณจะมอง Long-stay เป็น “ราคาเหมาที่จำใจปล่อยช่วงห้องว่าง” ต่อไป หรือจะเริ่มสร้างมันเป็น “product ที่ซื้อฐาน occupancy และอำนาจยืนราคาให้เราในวันที่ตลาดแกว่ง” — เพราะจากเลขชุดนี้ แขกพักยาวไม่ใช่แขกเกรดรอง เขาคือ segment ที่ทั้งตลาดสหรัฐกำลังสร้างห้องตามไม่ทัน

แหล่งข้อมูลหลัก: Extended-Stay Demand Hits a Four-Year High as Supply Pipeline Thins — Skift () · ตัวเลขตลาดจากข้อมูลของ The Highland Group ที่อ้างอิงในรายงานดังกล่าว

อยากลองตัดรายงาน LOS ของโรงแรมคุณ หรือช่วยกันร่าง Long-stay product ตัวแรกให้มี rate fence ที่ไม่กินราคาแขกเดิม — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗