Site icon ไม่มีใครสอน กูสอน-การตลาดโรงแรมยุคใหม่ Drive ด้วย Data

ตั้งราคาโรงแรมเปิดใหม่ — ทำยังไงเมื่อไม่มีข้อมูลย้อนหลัง

ภาพประกอบบทความ ตั้งราคาโรงแรมเปิดใหม่ — ทำยังไงเมื่อไม่มีข้อมูลย้อนหลัง

โรงแรมเปิดใหม่ ตั้งราคายังไง - ภาพประกอบบทความ Gusornhai

GUSORNHAI Revenue Management
Revenue Management

โรงแรมเปิดใหม่ไม่มีข้อมูลย้อนหลัง — แล้วจะตั้งราคายังไงให้ไม่พลาดตั้งแต่วันแรก

โรงแรมเปิดใหม่ไม่มีข้อมูล historical ตั้งราคายังไง? ใช้ Comp Set เป็นกระจกสะท้อน สร้าง Rate Floor Matrix และ test-and-learn ก่อน Dynamic Pricing

โดย BoydWee

คำตอบสั้น

โรงแรมเปิดใหม่ตั้งราคาได้โดยไม่ต้องมีข้อมูลของตัวเอง เริ่มจากสร้าง Comp Set เพื่อใช้ competitor เป็นกระจกสะท้อน Demand ของตลาด กำหนด Rate Floor Matrix ก่อนเปิดเพื่อป้องกัน margin ขั้นต่ำ จากนั้นใช้ test-and-learn approach สะสมข้อมูลตัวเองใน 60-90 วันแรก แล้วค่อยเปิด Dynamic Pricing เมื่อมีข้อมูล Pickup และ Occupancy เพียงพอ


ปัญหาจริงของโรงแรมเปิดใหม่ — ทำ Demand Forecast ไม่ได้เพราะไม่มีฐานข้อมูล

Demand Forecast ที่ดีต้องอาศัยข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อดูว่า Occupancy ของโรงแรมขึ้นลงตามฤดูกาลอย่างไร Pickup ก่อนวัน arrival เร็วหรือช้าแค่ไหน และ Channel Mix ปรับตัวอย่างไรในแต่ละช่วง

โรงแรมเปิดใหม่ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว

ผลที่ตามมาคือตกอยู่ใน 2 罧ดักคลาสสิก — ตั้งราคาสูงเกินโดยหวังว่าตลาดจะรองรับ หรือตั้งราคาต่ำไปเพราะกลัวว่าไม่มีคนจอง ทั้งสองทางมีราคาที่ต้องจ่าย และทางที่สองอันตรายกว่าที่คิดมาก (จะอธิบายว่าทำไมในหัวข้อถัดไป)

แต่การไม่มีข้อมูลของตัวเองไม่ได้แปลว่าต้องตั้งราคาแบบ “เดาสุ่ม” เพราะข้อมูลตลาดมีอยู่แล้ว — แค่ต้องรู้วิธีอ่านจาก Comp Set ให้ถูกวิธี ดูรายละเอียดของกระบวนการ Demand Forecast สำหรับโรงแรม เพื่อเข้าใจว่าตัวเลขที่ต้องสะสมในระยะยาวคืออะไรบ้าง


สร้าง Comp Set ก่อนเปิด — ใช้ competitor เป็นกระจกสะท้อน Demand

Comp Set คือกลุ่มโรงแรมที่ลูกค้าของเราจะพิจารณาเปรียบเทียบเมื่อตัดสินใจจอง ไม่ใช่แค่โรงแรมที่อยู่ใกล้เคียงทางกายภาพ แต่คือโรงแรมที่แข่งขันกันโดยตรงในแง่ product, ตลาดเป้าหมาย, และช่วงราคา

สำหรับโรงแรมเปิดใหม่ Comp Set ทำงาน 2 อย่างพร้อมกัน — หนึ่ง ใช้เป็น benchmark ราคา และสอง ใช้เป็น proxy ของ Demand ตลาด

หลักเลือก Comp Set ที่ถูกต้อง:

เกณฑ์ รายละเอียด
ประเภทโรงแรม Star rating ใกล้เคียง หรือ product tier เดียวกัน
ตลาดเป้าหมาย ลูกค้า source market และ segment เดียวกัน
ทำเลและ catchment area อยู่ใน competitive zone เดียวกัน
ช่วงราคา ADR ไม่ควรห่างกันเกิน 30-40% (ตัวอย่างประกอบ)
จำนวน 4-6 โรงแรมคือ optimal — น้อยเกินไปข้อมูลบิดเบือน มากเกินไปหมวกหาย

เมื่อได้ Comp Set แล้ว สิ่งที่ต้องติดตามก่อนเปิดและในช่วง 90 วันแรกคือ rate movement ของพวกเขา — ถ้า Comp Set ขึ้นราคาพร้อมกัน แปลว่า Demand ในพื้นที่กำลัง pick up และโรงแรมใหม่ควรขยับตาม ถ้า Comp Set ลดราคาพร้อมกัน แปลว่า Demand อ่อน

นี่คือการ “ยืม” ข้อมูลตลาดจาก competitor โดยไม่ต้องรอให้ตัวเองมีข้อมูลก่อน อ่านกระบวนการสร้างและบริหาร Comp Set อย่างละเอียด


Rate Floor Matrix — สิ่งที่ต้องกำหนดก่อนเปิดรับจอง

Rate Floor คืออัตราห้องพักต่ำสุดที่โรงแรมยินยอมรับได้โดยยังไม่ขาดทุน มันไม่ใช่ราคาเริ่มต้นที่ใช้ขาย แต่คือเส้นกั้นที่ห้ามข้ามลงไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

Rate Floor Matrix คือตารางที่ทำให้ Rate Floor ปรับเปลี่ยนตามตัวแปรที่เกี่ยวข้อง:

ตัวแปร ตัวอย่างการปรับ Rate Floor
ช่วง High Season Rate Floor สูงกว่า Low Season 20-30% (ตัวอย่างประกอบ)
วันสุดสัปดาห์ vs วันธรรมดา ปรับตาม Demand pattern ของทำเล
Channel Direct booking มี Rate Floor ต่ำกว่า OTA ได้เพราะไม่มี Commission
Lead time จองล่วงหน้าไกลอาจยืดหยุ่นกว่า OTB วันใกล้ arrival
Room type แต่ละ category มี cost structure ต่างกัน

ทำไมต้องกำหนด Rate Floor ก่อนเปิด?

เพราะเมื่อกดดันด้วย Occupancy ต่ำ ทีมขายมักจะลดราคาโดยไม่มีเส้นกั้น และเมื่อราคาหลุด Rate Floor แล้ว ADR ที่สะสมผิดจะยากแก้ในภายหลัง guest segment ที่ดึงมาด้วยราคาต่ำก็จะ anchor ความคาดหวังราคาของโรงแรมในระยะยาว

อ่านวิธีคำนวณและตั้ง Rate Floor Matrix ให้ถูกต้องตาม cost structure ของโรงแรม


Test-and-Learn 90 วันแรก — เก็บข้อมูล ปรับราคา เรียนรู้ตลาด

เมื่อ Comp Set พร้อมและ Rate Floor Matrix ชัดเจนแล้ว ช่วง 60-90 วันแรกหลังเปิดคือ phase ของการสะสมข้อมูลและทดสอบ ไม่ใช่ phase ที่ต้อง “ทำกำไรสูงสุด” ตั้งแต่วันแรก

กรอบ test-and-learn สำหรับโรงแรมเปิดใหม่:

สัปดาห์ 1-2 หลังเปิด: ตั้ง rate ใกล้เคียงกึ่งกลาง Comp Set range และ monitor ว่า Pickup เข้ามาเร็วแค่ไหน ถ้า OTB สะสมเร็วกว่า Comp Set แปลว่า rate อาจต่ำเกินไป — ขยับขึ้นทดสอบ

สัปดาห์ 3-6: เริ่มเห็น pattern ว่าวันไหน Demand สูง วันไหนต่ำ และ Channel Mix เป็นอย่างไร ข้อมูลนี้คือฐานแรกที่ใช้ได้จริง

เดือน 2-3: เปรียบเทียบ Occupancy กับ Comp Set ว่า Index อยู่ที่เท่าไหร่ ถ้า Occupancy Index ต่ำกว่า 100 แปลว่าดึง volume ได้น้อยกว่าตลาด ถ้าสูงกว่า 100 แต่ RevPAR Index ต่ำ แปลว่า rate ต่ำเกินไป

ข้อมูลที่ต้องบันทึกทุกวันในช่วงนี้:
– OTB by date และ Channel
– Rate ที่ขายได้จริงแต่ละ Channel (ไม่ใช่แค่ rate ที่ตั้ง)
– Comp Set rate ของวันเดียวกัน
– Cancellation pattern

หลัง 90 วัน โรงแรมจะมีข้อมูลพอสำหรับก้าวไปสู่ Dynamic Pricing อย่างมีฐาน


เมื่อไหร่ถึงพร้อมสำหรับ Dynamic Pricing — และ trap ที่ต้องหลีกเลี่ยงก่อนถึงตรงนั้น

Dynamic Pricing คือการปรับ rate แบบ real-time ตาม Demand signal — เมื่อ Pickup เร็ว rate ขึ้น เมื่อ Demand อ่อน rate ลดแบบ controlled จนถึง Rate Floor แต่ไม่เกิน

โรงแรมเปิดใหม่พร้อม Dynamic Pricing เมื่อ:
– มีข้อมูล Pickup pattern อย่างน้อย 60 วัน
– เข้าใจ Occupancy curve ของตัวเอง (จองกี่วันล่วงหน้าโดยเฉลี่ย)
– Rate Floor Matrix ชัดเจนและทีมเข้าใจตรงกัน
– มี Channel Manager หรือ RMS ที่รองรับ rate update แบบ automated

อ่านหลักการและเงื่อนไขทำงานของ Dynamic Pricing ก่อนตัดสินใจ

Trap ที่ต้องหลีกเลี่ยง: อย่าตั้งราคาต่ำไปเพื่อดึง volume ในช่วงแรก

นี่คือความเชื่อที่ดูสมเหตุสมผลแต่เป็นกับดักจริง เหตุผลที่มันไม่ work:

หนึ่ง — Guest ที่มาด้วยราคาต่ำมักไม่ใช่ segment ที่โรงแรมต้องการในระยะยาว พวกเขา anchor ความคาดหวังราคาไว้ที่ระดับเปิดตัว และเมื่อขึ้นราคาทีหลัง booking จะหาย

สอง — ADR เฉลี่ยช่วงแรกจะถูกบันทึกใน OTA และ review platform เป็นราคาอ้างอิงของโรงแรม ยากที่จะรีเซ็ต

สาม — RevPAR ที่ต่ำในช่วงแรกทำให้ตัวเลขปีแรกออกมาไม่ดี และเมื่อปีสองขึ้นมา Comp Set ยิ่งดูดีกว่าเพราะฐานปีแรกต่ำเกินไป

กลยุทธ์ที่ถูกคือเริ่มจาก rate ที่ป้องกัน margin และใช้ value proposition ไม่ใช่ราคา ดึง early adopter — review ดี, experience ที่แตกต่าง, package ที่มี perceived value สูงกว่าราคา term เหล่านี้อยู่ใน glossary ถ้าต้องการ reference


คำถามที่พบบ่อย

โรงแรมเปิดใหม่ควรตั้งราคาต่ำกว่า Comp Set เท่าไหร่ในช่วงแรก?
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่หลักการคือต่ำกว่า Comp Set median ได้ไม่เกิน 10-15% (ตัวอย่างประกอบ) และต้องอยู่เหนือ Rate Floor เสมอ ถ้าต่ำกว่านั้น volume ที่ได้มาไม่คุ้มกับ ADR ที่เสียไป และ segment ที่ดึงเข้ามาจะไม่ใช่ target ที่ต้องการ ความต่างของราคาควรถูกอธิบายได้ด้วย product gap ไม่ใช่แค่ “เพิ่งเปิดใหม่”
ถ้า Comp Set ในพื้นที่มีน้อย (2-3 โรงแรม) จะทำยังไง?
ขยาย Comp Set ออกไป 2 วงพร้อมกัน — วงในคือ competitor ทางกายภาพที่ใกล้เคียง วงนอกคือโรงแรมที่ลูกค้าจะเปรียบเทียบแม้อยู่ต่างทำเล เช่น same-tier โรงแรมในเมืองเดียวกันหรือ destination เดียวกัน ใช้ Comp Set วงในเป็น primary signal และวงนอกเป็น secondary reference จะได้ภาพ Demand ที่ครบกว่า
ต้องใช้ RMS ตั้งแต่เปิดวันแรกไหม?
ไม่จำเป็น — ช่วง 90 วันแรกของโรงแรมเปิดใหม่ข้อมูลยังน้อยเกินไปให้ RMS ทำงานได้มีประสิทธิภาพ การ monitor ด้วย spreadsheet และ manual rate decision ตาม Comp Set + Rate Floor Matrix ให้ผลที่ดีพอในช่วงนี้ เปิด RMS เมื่อมีข้อมูล Pickup pattern อย่างน้อย 60-90 วัน และ Channel Mix เริ่มนิ่งแล้ว
Spread the love
Exit mobile version