ราคาห้องที่ “ยิ่งขายยิ่งจน”: สร้าง Rate Floor Matrix กันโรงแรมขาดทุนเงียบๆ

GUSORNHAI
Hotel Revenue Management · Pricing
Revenue Management · Pricing

ในตารางราคาของโรงแรมคุณ มีอยู่ตัวเลขหนึ่งที่ทุกครั้งที่ขายได้ คุณจนลง — และคนส่วนใหญ่ตั้งราคาขั้นต่ำจาก “คู่แข่งขายเท่าไหร่” ไม่ใช่จากต้นทุนตัวเอง บทความนี้พาหาตัวเลขนั้น แล้วสร้างเกราะกันมันใน Excel ทีละขั้น

คำตอบสั้นๆ

Rate Floor Matrix คือตารางราคาขั้นต่ำที่ยอมรับได้ ของห้องแต่ละประเภท × แต่ละช่วง demand คำนวณจาก variable cost ต่อห้อง บวก contribution ขั้นต่ำ แล้วบวกกลับด้วย commission ของแต่ละ channel — ต่ำกว่าราคานี้ ห้องควรปล่อยว่างหรือเก็บไว้ใช้ upgrade ดีกว่าขายขาดทุน

ลองคิดเลขกับผมสักนาที

โรงแรม midscale ห้อง Standard ต้นทุนผันแปรต่อห้องที่ขายได้ (variable cost) อยู่ราว THB 450 — ค่าทำความสะอาด ผ้า แอเมนิตี้ อาหารเช้า ค่าน้ำค่าไฟส่วนเพิ่ม

คืนหนึ่ง pickup ช้า GM สั่งดันราคาลงไปขายบน Agoda ที่ THB 500 เพื่อ “เก็บ occupancy” Agoda กิน commission 17% → เงินเข้าจริง THB 415 ส่วนต้นทุนห้องนั้น THB 450

ขายห้องได้ แต่จนลง THB 35 — ทุกห้อง ทุกคืนที่ทำแบบนี้

บนรายงานเช้าวันรุ่งขึ้น occupancy ดูสวยขึ้น ทุกคนสบายใจ ไม่มีใครเห็นว่ากำลังจ่ายเงินให้แขกมาพัก

คำถามที่อยากให้ “เอ๊ะ” คือ — ราคาที่ต่ำกว่านี้แล้วคุณเริ่มขาดทุน ของห้องแต่ละประเภท แต่ละ channel คุณรู้ตัวเลขนั้นจริงๆ ไหม หรือเวลาตัดสินใจลดราคา คุณดูแค่ “คู่แข่งขายเท่าไหร่”?

ถ้ายังไม่มีตัวเลขนั้นเป็นเอกสารชัดๆ บทความนี้พาสร้าง — เครื่องมือชื่อ Rate Floor Matrix ตารางราคาขั้นต่ำที่ทำให้ทั้งทีมรู้ว่า “ต่ำกว่านี้ไม่ขาย” และรู้ด้วยว่า ทำไม

Rate Floor คืออะไร — และทำไม floor ของคนส่วนใหญ่ตั้งผิดที่

Rate floor คือ ราคาต่ำสุดที่ยอมรับได้ ของห้องแต่ละประเภท ในแต่ละช่วง demand — ต่ำกว่านี้ ห้องควรปล่อยว่างไว้ หรือเก็บไว้ใช้ upgrade ดีกว่าขายทิ้ง

ฟังดูตรงไปตรงมา แต่จุดที่พลาดกันบ่อยที่สุดคือ ตั้ง floor จากราคาคู่แข่ง

“คู่แข่งข้างๆ ขาย 1,200 เราขาย 1,100 ก็พอสู้แล้ว” — ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มันแปลว่าคุณเอา floor ของตัวเองไปผูกกับ โครงสร้างต้นทุนของคนอื่น ที่คุณไม่มีทางรู้

คู่แข่งอาจเพิ่ง refinance หนี้ ดอกเบี้ยต่อห้องของเขาเลยต่ำกว่าคุณครึ่งหนึ่ง อาจซื้อผ้าปูล็อตใหญ่ได้ถูกกว่า อาจไม่มีอาหารเช้าในแพ็กเกจ ราคาที่ “เขาอยู่ได้” อาจเป็นราคาที่ “คุณขาดทุน” — และคุณจะไม่มีวันรู้ ถ้า floor ของคุณคัดลอกมาจากป้ายราคาของเขา

floor ที่เชื่อถือได้ต้องผูกกับต้นทุนของ คุณ มันมี 3 ชั้น:

  • Cash floor — variable cost ต่อห้อง ต่ำกว่านี้คือจ่ายเงินสดสุทธิเพื่อให้แขกมาพัก
  • Practical floor — variable cost บวก contribution ขั้นต่ำที่คุณยอมรับ (ห้องต้องเหลือเงินไปจ่าย fixed cost + กำไร ไม่ใช่แค่เท่าทุน)
  • Channel-adjusted floor — practical floor บวกกลับด้วย commission ของแต่ละ channel เพราะเงินที่เข้ากระเป๋าจริงต่างกัน

แต่ที่หลายคนพลาดกว่านั้นคือ — floor ไม่ได้มีตัวเดียว มันเปลี่ยนตาม channel (Agoda กับ direct เก็บ commission ไม่เท่ากัน) และเปลี่ยนตามช่วง demand (low season weekday กับ peak event ยอมรับขั้นต่ำคนละระดับ) นั่นคือเหตุผลที่มันต้องเป็น matrix ไม่ใช่ตัวเลขเดียวแปะข้างฝา — และนั่นคือสิ่งที่เราจะลงมือสร้างกัน

สร้าง Rate Floor Matrix ใน Excel — 7 ขั้น

1

วางแถว = room types

แถวแนวตั้งคือห้องแต่ละประเภทที่คุณขาย — Standard, Superior, Deluxe, Suite หรือ 1BR / 2BR ถ้าเป็น serviced apartment จัดเรียงจากถูกสุดไปแพงสุด เพราะเดี๋ยวเราจะรักษา differential (ส่วนต่างราคา) ระหว่างห้องให้คงที่

2

วางคอลัมน์ = demand periods

คอลัมน์แนวนอนคือช่วง demand ไม่ใช่ “เดือน” แต่เป็นระดับความต้องการ × วันในสัปดาห์:

ระดับ demand นิยาม (อ้างอิง RevPAR เทียบค่าเฉลี่ยทั้งปี)
H — High RevPAR > 125% ของค่าเฉลี่ยปี / วันที่ inventory ตึง
M — Medium RevPAR 75–125% / demand ปกติ
L — Low RevPAR 50–75% / demand อ่อน
D — Distressed RevPAR < 50% / ต้องลงมือเชิงรุก

แตกแต่ละระดับเป็น weekday / weekend แล้วเพิ่มคอลัมน์ Peak/Event สำหรับวันทองคำ (Songkran, Loy Krathong, long weekend, คอนเสิร์ตใหญ่, high season ที่ inventory เต็มทุกปี) ได้ประมาณ 6–8 คอลัมน์ ครอบคลุมทั้งปีโดยไม่ต้องทำ 365 ช่อง

3

หา variable cost ต่อห้องที่ขายได้ — หัวใจของทั้ง matrix

นี่คือขั้นที่คนข้ามบ่อยที่สุด และเป็นขั้นที่สร้างความต่างมากที่สุด variable cost = ต้นทุนที่เกิดขึ้น เฉพาะเมื่อมีแขกเข้าพักห้องนั้น (ห้องว่างไม่เกิด) แยกรายการให้เห็น เช่น ห้อง Standard รวมอาหารเช้า (ตัวอย่างประกอบ — ตัวเลขจริงขึ้นกับโรงแรมคุณ):

รายการ THB / ห้อง
ค่าแรง housekeeping ส่วนเพิ่ม 120
ผ้า + ซักรีด 60
แอเมนิตี้ + ของใช้สิ้นเปลือง 45
ต้นทุนอาหารเช้า (food cost) 95
ค่าน้ำค่าไฟส่วนเพิ่ม 75
น้ำดื่ม/กาแฟในห้อง + ค่าธรรมเนียมจ่ายเงิน 55
รวม variable cost ≈ 450

ตัวเลขนี้คือ cash floor — ขายต่ำกว่านี้ (สุทธิหลังหัก commission) คือควักเงินสดจ่ายให้ทุกการจอง

Room Cost Tool เวอร์ชันใหม่ · กำลังจะมา

การไล่ variable cost ทีละรายการแบบนี้ทำมือได้ แต่ต้องตั้งใจดึงตัวเลขจากหลายแผนก (housekeeping, F&B, engineering) Room Cost Tool เวอร์ชันใหม่คำนวณ variable cost ต่อห้อง + break-even ต่อ channel ให้อัตโนมัติ อยากได้ก่อนใคร ลงทะเบียน Waiting List ที่ LINE @BoydWee พิมพ์โค้ดRoomcal

4

บวก contribution ขั้นต่ำ → practical floor

ห้องไม่ได้มีหน้าที่แค่ “เท่าทุนผันแปร” มันต้องเหลือเงินไปจ่าย fixed cost (เงินเดือนประจำ ค่าเช่า ดอกเบี้ย) และกำไร ตั้ง contribution ขั้นต่ำที่ยอมรับได้ — สมมติคุณต้องการให้ทุกห้องเหลือ contribution อย่างน้อย THB 350 หลัง variable cost:

Practical floor (net) = 450 + 350 = THB 800 ต่อห้อง (เงินเข้าสุทธิ)

นี่คือ floor “สุทธิ” ที่ต้องเข้ากระเป๋าจริง — ยังไม่ใช่ราคาที่ป้ายขาย

5

บวกกลับ commission → channel-adjusted floor

จุดที่ทำให้ floor net สวยแต่ขายจริงขาดทุน คือลืมว่าแต่ละ channel กิน commission ไม่เท่ากัน ราคาที่ต้อง ตั้งหน้าร้าน จึงต้องสูงพอให้เหลือ net floor เท่ากันทุก channel

Gross floor = Net floor ÷ (1 − commission%)

จาก net floor THB 800:

Channel Commission Gross floor ที่ต้องตั้ง
Direct (เว็บตรง, ไม่มี loyalty) ~5% ≈ 840
Brand.com + loyalty ~8% ≈ 870
Agoda ~17% ≈ 965
Booking.com ~18% ≈ 975
Expedia ~23% ≈ 1,040
Wholesale / FIT ~25% margin ≈ 1,070

อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นทันทีว่าทำไม direct booking ถึงสำคัญ — floor บน direct ต่ำกว่า wholesale กว่า THB 230 ต่อห้อง ที่ contribution เท่ากันเป๊ะ

และจะเห็นด้วยว่า ตัวเลข cash break-even บน Agoda คือ 450 ÷ 0.83 ≈ THB 542 — ต่ำกว่านี้บน Agoda เมื่อไหร่ คือขาดทุนสด นี่แหละตัวเลขที่เปิดเรื่องไว้ตอนต้น

6

cross-check กับ comp set และ BAR — floor คือพื้น ไม่ใช่เป้า

ถึงตรงนี้ระวังกับดักสำคัญ: floor ไม่ใช่ราคาขาย floor คือพื้นที่ห้ามทะลุลงไป ราคาขายจริงควรเริ่มจาก BAR ที่สูงกว่า floor แล้วใช้หลัก “sell from, price up” — เปิดวันอนาคตที่ BAR level ต่ำ แล้วไล่ราคาขึ้นตาม pickup pace

เอา floor ไปวางเทียบ comp set ด้วย ถ้า floor ของคุณสูงกว่าราคาตลาดทั้งกระดาน แปลว่าต้นทุนคุณสูงผิดปกติ หรือ positioning ไม่ตรงกลุ่ม — เป็นสัญญาณให้ไปแก้ที่ต้นทุน/สินค้า ไม่ใช่ทุบราคาหนีลงไปใต้พื้นตัวเอง

7

ทำให้ Excel “เตือน” ได้ — conditional formatting + โครงไฟล์

เปลี่ยนจากตารางเฉยๆ ให้เป็นเครื่องมือที่ทีมใช้จริง:

  • Conditional formatting เป็น action trigger — ช่องไหนราคาขายที่ channel manager ดึงเข้ามา < floor ให้ขึ้น แดง ทันที (= ห้ามขาย), ใกล้ floor = เหลือง, ปลอดภัย = เขียว
  • แยกสี input cell กับ formula cell — ช่องที่กรอกเอง (variable cost, commission, contribution เป้าหมาย) สีหนึ่ง ช่องที่คำนวณอัตโนมัติล็อกไว้อีกสีหนึ่ง กันมือลั่น
  • ใส่ data validation dropdown ตรงช่อง demand level เลือก H/M/L/D ได้เลย
  • หัวไฟล์ ระบุชื่อโรงแรม ช่วงวันที่ และเลข version — เพราะ matrix ต้อง review ใหม่ทุกครั้งที่ต้นทุนขยับ (ค่าแรงขึ้น ค่าไฟขึ้น commission tier เปลี่ยน)

ตารางตัวอย่าง — Rate Floor Matrix (net floor, THB)

ตัวอย่างประกอบสำหรับโรงแรม 3 room types (ตัวเลขสมมติ ปรับตามต้นทุนจริงของคุณ):

Room type Low WD Low WE Shoulder WD Shoulder WE High WD High WE Peak/Event
Standard 800 880 950 1,050 1,200 1,350 1,600
Deluxe 950 1,040 1,120 1,240 1,420 1,600 1,900
Suite 1,400 1,520 1,650 1,820 2,100 2,350 2,800

ตัวเลขในตารางคือ net floor (เงินเข้าสุทธิขั้นต่ำ) — ก่อนใช้บน channel ใด ให้บวกกลับ commission ตามขั้น 5 เสมอ

สังเกตว่า floor ขยับขึ้นตาม demand period — ไม่ใช่เพราะต้นทุนเปลี่ยน แต่เพราะ opportunity cost เปลี่ยน คืน peak ที่ขายเต็มได้ง่าย การปล่อยห้องราคาถูกคือเสียโอกาสขายแพง floor จึงตั้งสูงขึ้นเพื่อกันไม่ให้ทีมเผลอขายต่ำในคืนทองคำ

5 กับดักที่เจอบ่อย — เช็กก่อนใช้งานจริง

  • ตั้ง floor จากคู่แข่ง ไม่ใช่ต้นทุนตัวเอง — คุณไม่มีทางรู้โครงสร้างต้นทุนเขา floor ที่ลอกมาคือ floor ของคนอื่น
  • ลืม commission — net floor THB 800 ดูดี แต่ถ้าตั้งหน้าร้าน 800 บน Agoda จริงๆ เหลือ 664 → contribution หดจากเป้า 350 เหลือ 214
  • floor เดียวใช้ทุก channel — direct กับ wholesale net ไม่เท่ากัน ใช้ floor เดียวคือยอมขาดทุนบน channel แพง หรือตั้งสูงเกินจน direct เสียเปรียบ
  • ใช้ floor เป็น target — floor คือพื้น ถ้าทุกห้องขายติด floor แปลว่าตั้ง BAR ต่ำไป หรือไม่ได้ price up ตาม pickup (ระวัง Pavlov effect — สอนแขกให้รอราคาถูกนาทีสุดท้าย)
  • ไม่มี event overlay — คืน sold-out ของทั้งเมืองแต่ระบบยังเปิดขาย floor ปกติ = ทิ้งเงินก้อนใหญ่ทุกปี

ตัวเลขนี้คือเกราะ ไม่ใช่กรอบ

สิ่งที่ทำให้ Rate Floor Matrix ต่างจาก “ความรู้สึกว่าไม่ควรขายต่ำกว่านี้” คือมันเปลี่ยนการตัดสินใจราคาจาก “เดาใจคู่แข่ง” มาเป็น “รู้ต้นทุนตัวเอง” — และนั่นคือฐานที่มั่นคงพอจะยืนราคาได้ แม้คืนที่ pickup ช้าและทุกคนกดดันให้ลดราคา

มันไม่ผูกกับปีไหน ตลาดขาขึ้นหรือขาลง ตราบใดที่คุณยังมีต้นทุนต่อห้อง คุณก็ยังมี floor ทำครั้งเดียว ใช้ได้ยาว รีวิวเมื่อต้นทุนขยับ

เริ่มจากขั้นที่ง่ายที่สุดคืนนี้: เปิดงบ แล้วลองหา variable cost ของห้อง Standard ห้องเดียว ได้เลขเท่าไหร่? ถ้าเทียบกับราคาต่ำสุดที่คุณเคยปล่อยขายในรอบ low season ที่ผ่านมา — มันห่างกันสบายใจ หรือชิดกันจนน่าตกใจ?

ลองคำนวณแล้วคอมเม้นมาเทียบกัน · เผื่อใครในทีม revenue ที่กำลังจะตั้งราคา low season ส่งบทความนี้ให้เขาคำนวณ floor ก่อนกดลดราคา · และถ้าอยากข้ามขั้นตอนทำมือ ให้เครื่องมือคำนวณ variable cost + break-even ต่อ channel ให้ — Room Cost Tool เวอร์ชันใหม่กำลังจะมา ลงชื่อ Waiting List ก่อนใครที่ LINE @BoydWee โค้ด Roomcal

คำถามที่พบบ่อย

Rate floor ของโรงแรมคำนวณยังไง?
เริ่มจาก variable cost ต่อห้องที่ขายได้ (housekeeping, ผ้า, แอเมนิตี้, อาหารเช้า, ค่าน้ำไฟส่วนเพิ่ม) = cash floor จากนั้นบวก contribution ขั้นต่ำที่ยอมรับ = practical floor (net) แล้วบวกกลับ commission ของแต่ละ channel ด้วยสูตร Gross floor = Net floor ÷ (1 − commission%)
ทำไมไม่ควรตั้งราคาขั้นต่ำจากราคาคู่แข่ง?
เพราะ floor ที่ลอกจากคู่แข่งคือการผูกราคากับโครงสร้างต้นทุนของคนอื่นที่คุณไม่รู้ คู่แข่งอาจมีต้นทุนต่อห้องต่ำกว่า ราคาที่เขาอยู่ได้อาจเป็นราคาที่คุณขาดทุน floor ต้องผูกกับ variable cost ของตัวเอง
ขายห้องต่ำกว่า rate floor ได้ไหม?
ไม่ควร เพราะต่ำกว่า floor หมายถึงห้องนั้นไม่เหลือ contribution ไปจ่าย fixed cost หรือถึงขั้นขาดทุนสด การปล่อยห้องว่างหรือใช้ upgrade ให้แขกที่จ่ายเต็ม คุ้มกว่าขายใต้ floor
หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งหมดในบทความ (variable cost THB 450, contribution THB 350 และตาราง floor) เป็นตัวอย่างประกอบ (illustrative composite) เพื่อสาธิตวิธีคิด — ตัวเลขจริงขึ้นกับโครงสร้างต้นทุนของแต่ละโรงแรม ส่วน commission อ้างอิงช่วงมาตรฐานตลาด (Booking ~18%, Agoda ~17%, Expedia ~23%, wholesale ~25%)
Spread the love
Scroll to Top
English ↗