
TAT เปิด Fly Thai 400,000 ที่นั่ง + Tomorrowland ดันไฮซีซัน 2569 — โรงแรมต้องอ่าน demand ให้ขาด
มาตรการรัฐจะดัน demand เข้ามาจริง แต่ตัวเลขที่สำคัญไม่ใช่ 400,000 ที่นั่ง — มันคือ demand ชุดนี้มาช่วงไหน ป้อน segment ไหน และคุณจะหั่นราคารับ หรือจัดโซนให้ถูกจังหวะ
- Thairath รายงาน (27 ก.ค. 2569) — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบ 7 นโยบายต่อบอร์ด ททท. พร้อมเปิด 3 โครงการดันช่วง high season: Thai Teaw Thai Plus (ร่วมจ่าย), Fly Thai (6 สายการบิน อัดที่นั่งราคาพิเศษ 400,000 ที่นั่ง), Air Connect (เพิ่มความถี่เที่ยวบิน) และดัน Tomorrowland 2569-2573 เป็นศูนย์กลางการจัดงาน (มูลค่าสุทธิ 3,458-5,301 ล้านบาท/ปี)
- มาตรการชุดนี้ป้อน demand คนละ segment คนละจังหวะ — 2 โครงการในประเทศคือ volume คนไทยไว้เติมวันเงียบ ส่วน Air Connect กับ Tomorrowland คือต่างชาติและกลุ่มมูลค่าสูงช่วงไฮซีซัน โรงแรมที่เหมารวมเป็น “demand มาแล้ว หั่นราคารับ” คือคนที่ทิ้ง ADR ทิ้ง
- สิ่งที่ควรทำสัปดาห์นี้: แยกปฏิทินตาม demand แล้วจัดโซนราคา เปิดแพ็กเกจคนไทยเฉพาะวันเงียบ คง BAR วันไฮซีซัน — วัดด้วย RevPAR และ TRevPAR ไม่ใช่ occupancy อย่างเดียว
Thairath รายงานเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (Surasak Phanjaroenworakul) เข้าประชุมมอบนโยบายต่อบอร์ดและผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยประกาศ 7 นโยบายหลัก พร้อมเปิด 3 โครงการกระตุ้นการเดินทางเพื่อดันช่วง high season (ช่วงฤดูท่องเที่ยวที่ demand สูงสุดของปี) ได้แก่ Thai Teaw Thai Plus หรือโครงการร่วมจ่าย, Fly Thai ที่จับมือ 6 สายการบินในประเทศอัดที่นั่งราคาพิเศษ 400,000 ที่นั่งให้คนไทย และ Air Connect ที่เพิ่มความถี่และจำนวนที่นั่งทั้งเที่ยวบินเช่าเหมาลำและพาณิชย์ ควบคู่กับการดัน Tomorrowland Thailand ปี 2569-2573 ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงานระดับโลก
ผมว่าจังหวะที่ต้องหยุดคิดคือตรงนี้ เพราะพอเห็นพาดหัว “รัฐอัดมาตรการกระตุ้น” หลายโรงแรมจะรีบแปลว่า demand กำลังจะไหลเข้า แล้วเปิดหั่นราคารับไว้ก่อน แต่ตัวเลขที่สำคัญของชุดนี้ไม่ใช่ “400,000 ที่นั่ง” หรือ “กี่พันล้านบาท” มันคือ demand แต่ละก้อนมาช่วงไหน และป้อน segment (กลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมและความยอมจ่ายต่างกัน) ไหน เพราะโครงการดึงคนไทยกับโครงการดึงต่างชาติ ปล่อย demand คนละแบบ คนละจังหวะ และการหั่นราคาเหมารวมทั้งปฏิทินเพื่อรับทุกก้อน คือวิธีที่ทำให้ ADR (Average Daily Rate — ราคาห้องเฉลี่ยต่อคืนที่ขายได้) หายไปโดยไม่จำเป็น
▍ รมว.ท่องเที่ยวฯ เปิด 3 โครงการดันไฮซีซัน 2569 — แต่ละอันป้อน demand คนละแบบยังไง?
เริ่มจากฝั่งในประเทศก่อน โครงการแรกคือ Thai Teaw Thai Plus หรือโครงการร่วมจ่าย ที่รัฐช่วยออกส่วนหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้คนไทยออกเดินทาง กระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนเป้าหมาย 55 แห่งทั่วประเทศ ตัวที่สองคือ Fly Thai ที่จับมือ 6 สายการบินในประเทศ ปล่อยที่นั่งราคาพิเศษ 400,000 ที่นั่งให้คนไทย เพื่อลดต้นทุนการเดินทางท่ามกลางราคาน้ำมันที่ผันผวน ทั้ง 2 โครงการนี้ป้อน demand คนไทยเชิงปริมาณ ซึ่งเป็น demand ที่ยอมจ่ายในระดับหนึ่ง เดินทางถี่ในวันหยุดและสุดสัปดาห์ และเหมาะกับการเติมห้องช่วงวันเงียบมากกว่าช่วงที่ demand สูงอยู่แล้ว
อีกฝั่งคือมาตรการดึงต่างชาติและกลุ่มมูลค่าสูง Air Connect ทำงานกับสายการบินและพันธมิตรการตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพเที่ยวบิน เพิ่มความถี่และจำนวนที่นั่งให้รองรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่วน Tomorrowland Thailand ที่รัฐเตรียมจัดต่อเนื่องปี 2569-2573 คาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุทธิ 3,458-5,301 ล้านบาทต่อปี ดึงผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 127,500 คนต่างชาติ และ 22,500 คนไทย demand 2 ก้อนนี้ต่างออกไป เพราะมันหนาช่วงไฮซีซันและช่วงจัดงานโดยเฉพาะ และเป็นกลุ่มที่ยอมจ่ายสูงกว่า
ที่น่าสนใจคือ นโยบายข้อแรกของกระทรวงเขียนไว้ชัดว่า “เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ” แต่เครื่องมือกระตุ้นในประเทศที่วางไว้กลับเป็นการอัด demand ปริมาณมากราคาถูกเข้าระบบ นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งของนโยบาย แต่มันคือสัญญาณให้โรงแรมอ่านให้ขาดว่า เครื่องมือแต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกัน และถ้าเรารับทุกก้อนด้วยราคาเดียว เราจะเผลอเอา demand คุณภาพไปขายราคา volume
💡 BoydWee เห็นว่า — อ่าน demand ให้ขาด: volume คนไทย กับ demand มูลค่าสูงต่างชาติ อยู่คนละจังหวะ
ผมมองว่ากับดักที่ใหญ่ที่สุดของข่าวแบบนี้ คือการอ่านมันเป็นสัญญาณเดียวว่า “demand มาแล้ว รีบลดราคาไปคว้า” ทั้งที่มาตรการชุดนี้ไม่ได้ปล่อย demand ก้อนเดียว มันปล่อยอย่างน้อย 2 ก้อนที่มาคนละเวลา ก้อนคนไทยจากโครงการร่วมจ่ายและตั๋วราคาถูกจะมาเร็ว มาช่วงวันหยุดและวันเงียบ เหมาะกับการเติม occupancy (อัตราการเข้าพัก) วันที่ขายไม่ออกอยู่แล้ว ส่วนก้อนต่างชาติและกลุ่มงานอีเวนต์จาก Air Connect กับ Tomorrowland จะหนาช่วงไฮซีซันและช่วงจัดงาน ซึ่งเป็นช่วงที่เราควรถือราคาไว้ ไม่ใช่ลด
เอาตรง ๆ ครับ การหั่น BAR (Best Available Rate — ราคาขายที่ดีที่สุดที่เปิดให้จองทั่วไป) ทั้งปฏิทินเพื่อรับ demand คนไทยที่ราคาถูกลงตั้งแต่วันนี้ แล้วปล่อยให้ราคาที่ลดไปนั้นค้างอยู่จนถึงไฮซีซัน คือการเอา demand ต่างชาติที่ยอมจ่ายแพงกว่าไปขายในราคาที่เราลดไว้สำหรับคนไทย นั่นคือการทิ้งรายได้ 2 ต่อ ต่อแรกคือ ADR ที่ยอมลดทิ้ง ต่อสองคือ TRevPAR (Total Revenue per Available Room — รายได้รวมต่อห้อง รวม F&B และบริการ) ที่ควรได้จากกลุ่มมูลค่าสูง ทางที่ถูกต้องกว่าคือแยกให้ออกว่าปฏิทินไหนป้อนด้วย segment ไหน — ผมเคยเขียนถึงกรณีพังงาที่เปลี่ยน low season เป็นโอกาสด้วยการกระจายพึ่งตลาดหลายชั้นแทนตลาดเดียว — หลักการเดียวกันใช้กับมาตรการรัฐชุดนี้ได้ทันที
⏱ 3-6 เดือน: ไตรมาสที่เหลือของปี โรงแรมควรจัดโซนราคาและ inventory รับมาตรการรัฐยังไงโดยไม่หั่น ADR ทิ้ง?
ช่วงนี้คือจังหวะแยกปฏิทินออกเป็นวัน demand ดีกับวันเงียบก่อน แล้วปล่อยราคาให้ตรงกับ demand แต่ละก้อน วันเงียบและนอกฤดูที่โครงการในประเทศจะป้อนคนไทยเข้ามา ให้ใช้แพ็กเกจหรือราคามีเงื่อนไขที่กั้น fence ไว้เฉพาะวันนั้น เพื่อดึง demand คนไทยมาเติมโดยไม่กระทบ BAR วันปกติ ส่วนวันที่ demand ดี วันหยุดยาว และช่วงที่ต่างชาติทยอยกลับมา ให้คง BAR ไว้ อย่าเปิดส่วนลดเหมารวมทั้งปฏิทิน เพราะราคาที่ลดจะกลายเป็นฐานอ้างอิงใหม่ที่ดึงกลับขึ้นยากพอถึงไฮซีซัน วัดผลด้วย RevPAR (Revenue per Available Room — รายได้ห้องพักต่อห้องที่มีขาย) และ TRevPAR ไม่ใช่ occupancy อย่างเดียว
📅 6-12 เดือน: ถ้าที่นั่งต่างชาติเพิ่มขึ้นและงานใหญ่ระดับโลกลงจริง ราคากับคู่แข่งจะขยับยังไง?
ถ้าที่นั่งเที่ยวบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจริงตามโครงการ Air Connect demand ต่างชาติในเมืองหลักจะหนาขึ้นในไฮซีซัน ซึ่งเปิดช่องให้ดัน ADR ได้มากกว่าปีนี้ที่ต่างชาติยังบาง โรงแรมควรเริ่มดู forward booking (ยอดจองล่วงหน้า) และระยะเวลาที่ลูกค้าจองล่วงหน้าของกลุ่มต่างชาติตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อจับจังหวะขยับราคาก่อนคู่แข่งในกลุ่ม comp set ส่วนงานใหญ่ระดับโลกอย่าง Tomorrowland จะสร้าง demand ก้อนใหญ่เฉพาะช่วงจัดงาน โรงแรมที่อยู่ในรัศมีเดินทางถึงสถานที่จัดงานควรวาง Min LOS (จำนวนคืนขั้นต่ำที่บังคับให้จอง) และตั้งราคางานล่วงหน้า ไม่ปล่อยให้ห้องราคาปกติถูกจับจองไปก่อนแล้วถูกขายต่อแพงในช่วงงานโดยที่เราไม่ได้ส่วนนั้น
🔭 2-3 ปี: ถ้ารัฐดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงานต่อเนื่อง 2569-2573 โรงแรมใกล้สถานที่จัดงานควรวางกลยุทธ์ระยะยาวแบบไหน?
ถ้ารัฐผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงานต่อเนื่องหลายปีตามแผน ปฏิทินงานใหญ่จะกลายเป็นตัวกำหนด demand ประจำปีที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า ต่างจาก demand ทั่วไปที่ผันผวนตามค่าเงินและภูมิรัฐศาสตร์ โรงแรมที่อยู่ใกล้สถานที่จัดงานควรเริ่มสะสมข้อมูลราคาและ pickup (ยอดจองที่เพิ่มเข้ามาในแต่ละช่วง) ของช่วงงานแต่ละปีไว้เทียบ เพื่อตั้งราคาและ Min LOS ให้สอดคล้องกับ demand จริง ไม่ใช่เดา และควรลงทุนกับช่องจองตรงและฐานลูกค้าซ้ำให้แข็งแรง เพราะช่วงงานคือช่วงที่ demand แน่นที่สุด และเป็นช่วงที่ต้นทุน commission ของ OTA แพงที่สุดต่อห้องที่ขายได้
แผนที่ demand: มาตรการรัฐแต่ละตัวป้อน segment ไหน จังหวะไหน
ตัวเลขโครงการมาจากที่กระทรวงแถลง (Thairath รายงาน 27 ก.ค. 2569) ส่วนการจับคู่ segment กับจังหวะ เป็นการอ่านเชิงบริหารรายได้ของ Gusornhai เพื่อใช้วางแผน
ตัวเลข 400,000 ที่นั่ง และมูลค่าสุทธิ 3,458-5,301 ล้านบาท/ปี ของ Tomorrowland เป็นเป้าหมายและประมาณการที่กระทรวงแถลง ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว การจับคู่ segment กับจังหวะเป็นสมมติฐานเชิงวางแผน ผลจริงของแต่ละโรงแรมขึ้นกับทำเล ทำเลใกล้สถานที่จัดงานหรือไม่ และ channel ที่ใช้ — ใช้เป็นกรอบอ่าน demand ไม่ใช่การรับประกันยอดจอง
⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้
- แยกปฏิทินตาม demand ก่อนตั้งราคา — ทำปฏิทิน 6 เดือนข้างหน้า แยกวันออกเป็นวัน demand ดี วันหยุดยาว ช่วงงานอีเวนต์ และวันเงียบนอกฤดู เทียบกับ pickup และ pace (จังหวะการจองสะสม) ของปีก่อนในแต่ละวัน เพื่อรู้ว่าแต่ละช่วงควรรับ demand ก้อนไหน ก่อนตัดสินใจเรื่องราคา
- จัดโซนราคาและ inventory ให้ตรง segment — เปิดแพ็กเกจหรือราคามีเงื่อนไขสำหรับคนไทยจากโครงการในประเทศเฉพาะวันเงียบและนอกฤดู โดยกั้น fence ไม่ให้รั่วไปวันที่ demand ดี ส่วนวันไฮซีซันและช่วงงานคง BAR ไว้และวาง Min LOS เพื่อรอ demand ต่างชาติและกลุ่มงานที่ยอมจ่ายสูงกว่า
- ทดลอง วัดผลด้วย RevPAR และ TRevPAR — ทดลองจัดโซนราคา 1 เดือน แล้ววัด RevPAR กับ TRevPAR เทียบช่วงก่อนหน้าและช่วงเดียวกันปีก่อน ถ้าห้องเต็มขึ้นแต่ RevPAR ไม่ขยับ แปลว่ากำลังเติม volume ด้วยการทิ้งราคา ให้กลับมาปรับ fence และเงื่อนไขใหม่ (เริ่มด้วยตารางเทียบธรรมดาก่อนก็ได้ ยังไม่ต้องมี RMS)
แนวทางนี้เป็นหลักการทั่วไป ปรับตามทำเล ต้นทุน และ segment ของแต่ละโรงแรม ตัวเลขโครงการอ้างอิงตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแถลง ตามรายงาน Thairath
สุดท้าย มาตรการชุดนี้เป็นข่าวดีสำหรับโรงแรมไทยจริง เพราะรัฐกำลังช่วยเติม demand ทั้งฝั่งในประเทศและต่างชาติในช่วงที่ตลาดยังฝืด แต่ข่าวดีจะกลายเป็นรายได้จริงก็ต่อเมื่อเราอ่านมันให้ขาดว่าแต่ละก้อนมาเมื่อไร ป้อนใคร ไม่ใช่รีบเปิดส่วนลดรับทุกก้อนเหมือนกันหมด
คำถามที่อยากฝากไว้: สัปดาห์นี้คุณจะอ่านข่าว “รัฐอัด 400,000 ที่นั่ง + Tomorrowland” เป็นสัญญาณให้รีบลดราคาไปคว้า demand หรือจะเปิดปฏิทินตัวเองแล้วถามว่า วันไหนป้อนด้วย segment ไหน และราคาที่ผมตั้งไว้รับถูกจังหวะหรือยัง 2 มุมนี้พาโรงแรมไปคนละที่ในไฮซีซันที่กำลังจะมาถึง
ถ้าอยากลองวางวิธีแยกปฏิทินตาม demand แล้วจัดโซนราคารับมาตรการรัฐ โดยไม่หั่น ADR ทิ้งทั้งไฮซีซัน — ทักมาคุยกันได้เลย



