ภาพประกอบบทความโรงแรมเรื่อง ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท: รัฐคำนวณไว้แล้วว่าจะเสียนักท่องเที่ยว 70,000 คน — คำถามคือหายจากโรงแรมกลุ่มไหน

ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท: รัฐคำนวณไว้แล้วว่าจะเสียนักท่องเที่ยว 70,000 คน — คำถามคือหายจากโรงแรมกลุ่มไหน

Market Demand

ทำไมเลขที่โรงแรมไทยควรจับไม่ใช่ 450 บาทต่อหัว แต่คือ 3,320 ล้านบาทที่ถูกใส่ไว้ในสมการแล้วว่าจะหายไป และคำถามที่ยังไม่มีใครตอบคือใครเป็นคนแบกจริง

TL;DR:
  • Nation Thailand (12 ก.ย. 2569) รายงานว่าไทยเปิดรับฟังความเห็นร่างเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติคนละ 450 บาท ถึง 28 ก.ย. 2569 คาดเริ่มเก็บจากผู้เดินทางทางอากาศในไตรมาสแรกปี 2027 และคาดรายได้เข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวกว่า 12,000 ล้านบาทต่อปี
  • ทำไมต้องสนใจ: ผลการศึกษาที่อ้างในรายงานประเมินว่ามาตรการนี้จะทำให้ผู้เดินทางลดลงราว 70,000 คน และรายได้ท่องเที่ยวหายไปราว 3,320 ล้านบาท เหลือประโยชน์สุทธิราว 12,577 ล้านบาท — แปลว่าการสูญเสียฝั่ง demand ถูกใส่ไว้ในสมการตั้งแต่ต้นแล้ว
  • สิ่งที่ควรทำ: วัดว่าแขกของคุณอ่อนไหวกับต้นทุนทริปรวมแค่ไหนจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว และใช้ช่วงประชาพิจารณ์ที่ยังเปิดถึง 28 ก.ย. ส่งความเห็นเรื่องวิธีจัดเก็บที่ยังไม่มีข้อสรุป

Nation Thailand รายงานเมื่อ 12 กันยายน 2569 ว่าไทยกำลังเดินหน้าร่างจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติคนละ 450 บาท หรือราว 15 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อตั้งกองทุนที่คาดว่าจะมีเงินเข้ากว่า 12,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับทำประกันภัยให้ผู้มาเยือน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และพัฒนาบุคลากร โดยขณะนี้อยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นถึง 28 กันยายน ก่อนกลับเข้าคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติและเสนอคณะรัฐมนตรี ตั้งเป้าเริ่มจัดเก็บในไตรมาสแรกของปี 2027

แต่บรรทัดที่ผมคิดว่าคนในวงการควรอ่านซ้ำ ไม่ใช่ตัวเลข 450 บาท รายงานฉบับเดียวกันระบุว่าผลการศึกษาประเมินไว้แล้วว่ามาตรการนี้จะทำให้ผู้เดินทางลดลงราว 70,000 คน คิดเป็นรายได้ท่องเที่ยวที่หายไปราว 3,320 ล้านบาท และเมื่อหักออกแล้วจึงเหลือประโยชน์สุทธิราว 12,577 ล้านบาท พูดอีกแบบคือความสูญเสียฝั่ง demand ไม่ใช่ความเสี่ยงที่ยังไม่รู้ มันถูกคำนวณและยอมรับไว้แล้วตั้งแต่ต้น สิ่งที่ยังไม่มีใครตอบคือ 70,000 คนนั้นจะหายไปจากโรงแรมของใคร

ร่างค่าธรรมเนียม 450 บาท มีรายละเอียดอะไรบ้าง และจะเริ่มเมื่อไร?

ร่างกำหนดให้ผู้เดินทางต่างชาติจ่ายคนละ 450 บาท ไม่ว่าจะเข้ามาทางอากาศ ทางบก หรือทางทะเล จ่ายครั้งเดียวแล้วเข้าออกได้หลายครั้งภายใน 30 วัน ตราบที่ความคุ้มครองประกันภัยที่ผูกกับค่าธรรมเนียมยังมีผล กลุ่มที่ได้รับยกเว้นได้แก่แขกของรัฐบาล ผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ ผู้ถือใบอนุญาตทำงาน ผู้ถือบัตรผ่านแดน ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง ลูกเรือ และเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

คุณนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าการเก็บระยะแรกจะมีผลหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 180 วัน ส่วนทางบกกับทางทะเลจะตามมาอีกราว 360 วัน เพื่อไม่ให้ด่านพรมแดนติดขัด โดยเฉพาะด่านที่มีผู้เดินทางจากมาเลเซียจำนวนมาก คุณนัทรียายังระบุว่าผลการศึกษาล่าสุดที่คำนวณจากภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ชี้ว่าอัตราที่เหมาะสมควรเกิน 490 บาท แต่ปรับลงเหลือ 450 บาทเพื่อไม่ให้เป็นภาระเกินไป ซึ่งก็ยังสูงกว่ากรอบเดิมที่เคยคิดไว้ที่ 300 บาทสำหรับทางอากาศ และ 150 บาทสำหรับทางบกและทางทะเล

ที่ยังค้างอยู่คือวิธีจ่าย รัฐอยากรวมไว้ในค่าตั๋วเครื่องบินเพราะลื่นไหลที่สุด แต่สายการบินลังเลที่จะรับหน้าที่ เพราะระบบต้องแยกให้ออกระหว่างผู้โดยสารต่างชาติที่ต้องจ่ายกับคนไทยที่ไม่ต้องจ่าย และยังมีคนไทยในต่างประเทศที่ถือหนังสือเดินทาง 2 สัญชาติ ทางเลือกที่เหลือคือให้สแกนจ่ายเอง หรือผูกไว้กับขั้นตอนก่อนกรอก TDAC ซึ่งข้อสรุปยังไม่ออก

💡 BoydWee เห็นว่า — 450 บาทเท่ากันทุกคน แต่ไม่ได้เท่ากันทุกโรงแรม

ผมว่าจุดที่ถกกันผิดประเด็นคือการเถียงว่า 450 บาทแพงหรือไม่แพง คำตอบคือมันทั้งแพงและไม่แพง ขึ้นกับว่าคุณถามแขกคนไหน สำหรับคนที่มาพักโรงแรมคืนละหมื่นกว่า 450 บาทคือเศษเงินที่ไม่เปลี่ยนการตัดสินใจอะไรเลย แต่สำหรับคนที่วางงบทั้งทริปไว้ไม่ถึง 2 หมื่นและพักคืนละ 600 บาท 450 บาทคือเกือบ 1 คืนที่หายไปจากแผน และถ้ามากัน 4 คนก็คือเกือบ 3 คืน นี่ไม่ใช่การเดา คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย พูดประเด็นเดียวกันนี้กับ Nikkei Asia ว่า 450 บาทอาจดูไม่มากสำหรับคนที่มีกำลังซื้อสูง แต่อาจทำให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมเปลี่ยนใจได้

ทีนี้ลองต่อจิ๊กซอว์ คุณสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร ระบุกับ THE STANDARD ว่า occupancy ของโรงแรมย่านถนนข้าวสารลดจากราว 70% เมื่อต้นปี มาอยู่ที่ราว 50% ในตอนนี้ นั่นคือย่านที่เป็นศูนย์กลางของผู้เดินทางงบจำกัดระดับโลก และเป็นย่านที่ยังไม่ฟื้น ผมจึงมองว่า 70,000 คนที่รัฐคำนวณว่าจะหายไป มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้กระจายเท่า ๆ กันทั่วประเทศ แต่จะกระจุกอยู่ในกลุ่มที่อ่อนไหวกับต้นทุนทริปที่สุด ซึ่งก็คือโรงแรมกลุ่มราคาต่ำที่เพิ่งเจอทั้งค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและการลดวันพำนักแบบไม่ต้องขอวีซ่าจาก 60 วันเหลือ 30 วันมาหมาด ๆ นี่เป็นความเห็นของผม ไม่ใช่ข้อสรุปในผลการศึกษา แต่ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ ผมว่าคุ้มที่จะเตรียมตัวเผื่อไว้

⏱ 3-6 เดือน: ระหว่างที่ยังเป็นร่าง โรงแรมไทยควรทำอะไรก่อนมาตรการบังคับใช้?

ช่วงนี้คือช่วงที่ถูกที่สุดในการหาคำตอบว่าแขกของคุณอ่อนไหวกับต้นทุนทริปรวมแค่ไหน เพราะยังไม่มีอะไรบังคับใช้ วิธีง่ายที่สุดคือย้อนดูข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ว่าช่วงที่ค่าตั๋วเครื่องบินเข้าไทยแพงขึ้นหรือค่าเงินขยับ ยอดจองจากตลาดต้นทางไหนหายไปก่อน และหายแรงแค่ไหน ตลาดที่หายก่อนและหายแรงคือตลาดที่จะรู้สึกกับค่าธรรมเนียมนี้มากที่สุด อีกเรื่องที่ทำได้เลยคือช่วงประชาพิจารณ์ที่เปิดถึง 28 กันยายน ยังเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการส่งความเห็นได้จริง โดยเฉพาะประเด็นวิธีจัดเก็บที่ยังไม่สรุป ซึ่งจะกลายเป็นภาระหน้าเคาน์เตอร์ของโรงแรมหรือไม่ ขึ้นกับว่าสุดท้ายเลือกวิธีไหน

📅 6-12 เดือน: ถ้าค่าธรรมเนียมเริ่มเก็บจริง โรงแรมกลุ่มราคาต่ำควรปรับตัวยังไง?

สิ่งที่ไม่ควรทำคือลดราคาห้องลง 450 บาทเพื่อชดเชยให้แขก เพราะนั่นคือการเอากำไรของคุณไปจ่ายแทนรัฐ ทั้งที่ค่าธรรมเนียมเป็นต้นทุนที่เกิดครั้งเดียวต่อทริป ไม่ใช่ต่อคืน สิ่งที่ควรทำแทนคือทำให้ต้นทุนต่อคืนของแขกลดลงด้วยการอยู่นานขึ้น เช่นเสนอราคาแบบพักยาวหรือเพิ่มสิ่งที่ทำให้อยู่ได้สบายขึ้นเมื่อพักหลายคืน เพราะเมื่อค่าธรรมเนียมถูกหารด้วยจำนวนคืนที่มากขึ้น น้ำหนักของมันต่อการตัดสินใจจะเบาลงเอง อีกทางคือดูว่าสัดส่วนแขกในประเทศของคุณพอจะถ่วงดุลได้แค่ไหน เพราะค่าธรรมเนียมนี้เก็บจากต่างชาติเท่านั้น โรงแรมที่มีแขกไทยเป็นฐานรองอยู่แล้วจะสั่นน้อยกว่าโรงแรมที่พึ่งต่างชาติเกือบทั้งหมด

🔭 2-3 ปี: การที่รัฐยอมแลกจำนวนผู้เดินทางกับคุณภาพ เปลี่ยนโครงสร้างตลาดโรงแรมไทยยังไง?

ทิศทางนี้ไม่ได้มาลอย ๆ ค่าธรรมเนียม 450 บาทมาพร้อมกับการลดวันพำนักแบบไม่ต้องขอวีซ่าจาก 60 วันเหลือ 30 วัน และการพยายามยกระดับคุณภาพปลายทาง ทุกอย่างชี้ไปทางเดียวกันคือรัฐเลือกเดินทางเน้นมูลค่าต่อหัวมากกว่าจำนวนหัว ถ้าทิศทางนี้อยู่ต่อไปอีก 2-3 ปี โรงแรมที่วางตัวเองไว้ที่ราคาถูกที่สุดในย่านจะเจอแรงกดดัน 2 ทางพร้อมกัน คือกลุ่มลูกค้าเดิมเล็กลง และคู่แข่งที่เหลือก็แย่งกันในตลาดที่เล็กลงนั้น ทางออกไม่ใช่การไล่ลดราคาต่อ แต่คือหาเหตุผลอื่นให้แขกเลือกคุณนอกจากราคา ไม่ว่าจะเป็นทำเล ระยะพักที่ยาวขึ้น หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่คู่แข่งไม่ได้จับ

อ่านกลไก — 450 บาทเท่ากับกี่คืนของโรงแรมคุณ

ค่าธรรมเนียมเป็นก้อนเดียวเท่ากันทุกคน แต่แขกแต่ละกลุ่มมีงบทริปไม่เท่ากัน ลองแปลง 450 บาทเป็นสัดส่วนของงบทริปสมมติ และเป็นจำนวนคืนของที่พัก เพื่อดูว่าน้ำหนักมันต่างกันแค่ไหน

แขกกลุ่ม Luxury · งบทริปราว 120,000 บาทต่อคน · ที่พักคืนละ 12,0000.4% ของงบ ≈ 0.04 คืน
แขกกลุ่ม Midscale · งบทริปราว 35,000 บาทต่อคน · ที่พักคืนละ 1,8001.3% ของงบ ≈ 0.25 คืน
แขกกลุ่ม Economy · งบทริปราว 18,000 บาทต่อคน · ที่พักคืนละ 6002.5% ของงบ ≈ 0.75 คืน
ครอบครัว 4 คน กลุ่ม Economy จ่ายรวม 1,800 บาท≈ 3 คืนของที่พักที่หายไปจากแผน

งบทริปและราคาที่พักทั้งหมดเป็นสมมติฐานเพื่อแสดงกลไก ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยที่วัดจริงของตลาดใดตลาดหนึ่ง และไม่ใช่การคาดการณ์ว่าใครจะยกเลิกทริป แก่นคือค่าธรรมเนียมก้อนเท่ากันมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจไม่เท่ากันตามงบของแขก ซึ่งสอดคล้องกับที่ คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า 450 บาทอาจไม่มากสำหรับคนกำลังซื้อสูง แต่อาจเปลี่ยนใจคนรุ่นใหม่ที่คำนวณค่าใช้จ่ายรัดกุม ผลจริงขึ้นกับตลาดต้นทาง ระยะพัก และทางเลือกปลายทางอื่นที่แขกเทียบอยู่

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้

  1. หาว่าแขกของคุณอ่อนไหวกับต้นทุนทริปแค่ไหน — ย้อนดูข้อมูลของตัวเองว่าช่วงที่ค่าตั๋วเครื่องบินเข้าไทยแพงขึ้นหรือค่าเงินขยับ ยอดจองจากตลาดต้นทางไหนหายไปก่อนและหายแรงแค่ไหน จดไว้เป็นรายตลาด นั่นคือรายชื่อกลุ่มที่จะรู้สึกกับค่าธรรมเนียม 450 บาทมากที่สุด และเป็นกลุ่มที่ต้องวางแผนรับมือก่อน
  2. ส่งความเห็นในช่วงประชาพิจารณ์ก่อน 28 กันยายน — ประเด็นที่ยังเปิดอยู่จริงคือวิธีจัดเก็บ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปว่าจะรวมในตั๋ว เก็บผ่านเว็บ ผ่านตู้ หรือผูกกับการทำ TDAC ถ้าวิธีที่เลือกกลายเป็นภาระที่หน้าเคาน์เตอร์ของโรงแรม ต้นทุนจะตกกับคุณโดยตรง ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่ความเห็นยังมีน้ำหนัก
  3. อย่าลดราคาห้องเพื่อชดเชยค่าธรรมเนียม ให้ลดต้นทุนต่อคืนแทน — ค่าธรรมเนียมเกิดครั้งเดียวต่อทริป ไม่ใช่ต่อคืน การหั่นราคาห้องทุกคืนเพื่อชดเชยจึงเป็นการเอากำไรไปจ่ายแทนแขกเกินจำเป็น ทางที่ดีกว่าคือทำให้แขกอยู่นานขึ้นด้วยราคาแบบพักยาวหรือสิ่งที่ทำให้อยู่ได้สบายขึ้น เพราะเมื่อค่าธรรมเนียมถูกหารด้วยจำนวนคืนที่มากขึ้น น้ำหนักต่อการตัดสินใจจะเบาลงเอง

ตัวเลขในกล่องคำนวณเป็นสมมติฐานเพื่อแสดงกลไก ไม่ใช่ตัวเลขจริงของตลาดใดตลาดหนึ่ง ร่างค่าธรรมเนียมนี้ยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ยังไม่มีผลบังคับใช้ และรายละเอียดอาจเปลี่ยนได้ก่อนเข้าคณะรัฐมนตรี

สุดท้าย ผมอยากให้อ่านข่าวนี้เป็นเรื่องของการเลือก ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข เพราะสิ่งที่ผลการศึกษาบอกจริง ๆ คือรัฐเห็นแล้วว่าจะเสียอะไร แล้วตัดสินใจว่ายอมแลก คำถามที่เหลือสำหรับคนทำโรงแรมจึงไม่ใช่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ แต่คือคุณอยู่ฝั่งที่ได้ หรือฝั่งที่ถูกใช้เป็นต้นทุนของการแลกครั้งนี้

คำถามที่อยากฝากไว้: ถ้าพรุ่งนี้ต้นทุนทริปของแขกคุณเพิ่มขึ้นคนละ 450 บาทโดยที่คุณทำอะไรไม่ได้เลย คุณรู้ไหมว่าตลาดต้นทางไหนของคุณจะสั่นก่อน และคุณมีข้อมูลพอจะตอบภายในวันนี้หรือยัง

แหล่งข่าวหลัก: Thailand weighs 450-baht tourist fee to build major tourism fund — Nation Thailand () ซึ่งอ้างรายงานของ Thansettakij · ข้อมูลอัตรา 450 บาทต่อคน การยกเว้น การเข้าออกหลายครั้งใน 30 วัน กรอบเวลา 180 วันและ 360 วัน ประมาณการรายได้กว่า 12,000 ล้านบาทจากทางอากาศและราว 15,000 ล้านบาทเมื่อครบทุกทาง รวมถึงผลการศึกษาที่ประเมินว่าผู้เดินทางจะลดลงราว 70,000 คน รายได้หายราว 3,320 ล้านบาท และเหลือประโยชน์สุทธิราว 12,577 ล้านบาท อ้างตามคำให้สัมภาษณ์ของ คุณนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา · ข้อมูลฝั่งผู้ประกอบการและ occupancy ย่านถนนข้าวสาร อ้างจาก THE STANDARD () ซึ่งอ้างรายงานของ Nikkei Asia · ตัวเลขในกล่องคำนวณเป็นสมมติฐานของ Gusornhai เพื่อแสดงกลไก

อยากลองไล่ดูว่าตลาดต้นทางไหนของโรงแรมคุณอ่อนไหวกับต้นทุนทริปที่สุด ก่อนค่าธรรมเนียมจะบังคับใช้ — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗