ภาพประกอบบทความโรงแรมเรื่อง Golden Week 2026 ยืดเป็น 13 วัน — ททท. คาดจีน 250,000 คน แต่เลขที่เปลี่ยนเกมคือ Avg LOS จาก 8 เป็น 13 วัน

Golden Week 2026 ยืดเป็น 13 วัน — ททท. คาดจีน 250,000 คน แต่เลขที่เปลี่ยนเกมคือ Avg LOS จาก 8 เป็น 13 วัน

Yield & Restriction

ทำไมตัวเลขที่พลิกเกมไม่ใช่จำนวนหัว แต่คือระยะพักที่ยืดขึ้นเกือบเท่าตัว บนหน้าต่าง 25 ก.ย.–7 ต.ค. ที่เหลือเวลาตัดสินใจอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์

TL;DR:
  • Nation Thailand (12 ก.ย. 2569) รายงานว่า ททท. คาดช่วง 25 ก.ย.–7 ต.ค. 2569 รวม 13 วัน จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยราว 250,000 คน เพิ่ม 24% สร้างรายได้ราว 11,500 ล้านบาท เพิ่ม 37% และ Avg LOS ยืดจากราว 8 วันเป็น 13 วัน
  • ทำไมต้องสนใจ: รายได้โตเร็วกว่าจำนวนหัวเกือบเท่าตัว เพราะตัวคูณที่เปลี่ยนคือจำนวนคืนต่อทริป ไม่ใช่จำนวนคน โดยมียอดจองล่วงหน้าเดือนตุลาคมที่เพิ่ม 16% และเงินบาทที่อ่อนลงราว 9.8% เทียบเงินหยวนเป็นแรงหนุน
  • สิ่งที่ควรทำ: กาง Pickup รายวันของหน้าต่าง 13 วันนี้ แล้วตัดสินใจเรื่องเงื่อนไขระยะพักขั้นต่ำกับ Inventory ภายในสัปดาห์นี้ ก่อนหน้าต่างจองจะปิดตัวเอง

Nation Thailand รายงานเมื่อ 12 กันยายน 2569 ว่า คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่าตลาดจีนส่งสัญญาณฟื้นชัดขึ้นก่อนถึงวันชาติจีน โดย ททท. จับช่วง 25 กันยายน ถึง 7 ตุลาคม ซึ่งรวมเทศกาลไหว้พระจันทร์กับวันชาติเข้าด้วยกันเป็น 13 วัน และคาดว่าจะมีผู้เดินทางจีนเข้าไทยราว 250,000 คน เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ราว 11,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37%

เอาตรง ๆ ข่าวแบบนี้อ่านผ่าน ๆ ก็จบที่ “ดีใจด้วย คนจีนกลับมาแล้ว” แต่สิ่งที่ผมอยากให้ Revenue Manager กับเจ้าของโรงแรมหยุดดูคือความไม่เท่ากันของ 2 ตัวเลข คนเพิ่ม 24% แต่เงินเพิ่ม 37% ส่วนต่างนั้นไม่ได้มาจากอากาศ มันมาจากบรรทัดที่อยู่ถัดลงไปในรายงาน คือระยะพักเฉลี่ยต่อทริปที่ยืดจากราว 8 วันเป็น 13 วัน และนั่นคือโจทย์คนละแบบกับ “ช่วงนี้คนเยอะ ขึ้นราคาเถอะ”

ทำไม ททท. ถึงคาดว่ารายได้จากตลาดจีนช่วง Golden Week โตเร็วกว่าจำนวนคนเกือบเท่าตัว?

เพราะตัวคูณเปลี่ยน ไม่ใช่แค่จำนวนหัวที่เพิ่ม ปีนี้เทศกาลไหว้พระจันทร์กับวันชาติจีนต่อกันจนกลายเป็นวันหยุดยาวก้อนเดียว ททท. จึงจับหน้าต่างยาว 13 วัน และคาดว่าระยะพักเฉลี่ยต่อทริปจะยืดจากราว 8 วันเป็น 13 วัน เมื่อคนคนเดิมอยู่นานขึ้น จำนวนคืนที่ขายได้ต่อหัวก็เพิ่มตาม ค่าใช้จ่ายต่อทริปจึงโตเร็วกว่าจำนวนหัว

มีอีก 2 แรงหนุนที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่การตั้งเป้าให้ดูดี รายงานระบุว่ายอดจองล่วงหน้าสำหรับเดินทางเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 16% และการค้นหาเที่ยวบินจากจีนมาไทยเพิ่มขึ้น 24% โดยเมืองต้นทางหลักคือ Shanghai, Guangzhou, Chengdu, Hangzhou และ Chongqing พร้อมเที่ยวบินตรงที่เพิ่มขึ้นทั้งเข้า Bangkok, Chiang Mai และ Phuket ส่วนเงินบาทอ่อนลงราว 9.8% เทียบเงินหยวน มาอยู่ที่ราว 4.93 บาทต่อหยวน ซึ่งทำให้ไทยถูกลงในสายตาผู้เดินทางจีน

ททท. ยังจะอัดการตลาดผ่านแคมเปญ Amazing Thailand Mid-Autumn หรือ Nihao Month 2026 ทั้งทริปพา KOL มาดูงาน กิจกรรมวัฒนธรรม และสิทธิพิเศษสำหรับผู้เดินทางจีน โดยตั้งใจต่อโมเมนตัมไปจนถึงตรุษจีน 2027 พูดง่าย ๆ คือแรงผลักด้านการตลาดมาแน่ คำถามที่เหลือคือโรงแรมของคุณเตรียมรับแบบไหน

💡 BoydWee เห็นว่า — 13 วัน คือหน้าต่าง Yield ไม่ใช่แค่ช่วงคนเยอะ

ผมว่าจุดที่พลาดกันบ่อยคือพอเห็นข่าวว่าช่วงไหน demand ดี ก็ขึ้นราคาอย่างเดียวแล้วจบ แต่เคสนี้ตัวแปรที่เด่นกว่าราคาคือระยะพัก การที่ Avg LOS ยืดจาก 8 เป็น 13 วัน แปลว่ามีแขกกลุ่มที่พร้อมจะอยู่ยาว แต่ถ้าปฏิทินของคุณยังเปิดขายแบบใครมาก่อนได้ก่อนแบบคืนต่อคืน ห้องจะถูกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากการจอง 1 ถึง 2 คืน จนพอแขกที่อยากอยู่ 6 คืนเข้ามา เขาหาช่วงที่ต่อกันได้ไม่เจอ แล้วไปพักที่อื่น นี่คือการเสียรายได้แบบที่ไม่ปรากฏในรายงานไหนเลย เพราะมันไม่เคยกลายเป็นการจอง

อีกมุมที่ผมอยากให้ระวังคืออย่าเหมาว่าทั้ง 13 วันเท่ากันหมด หน้าต่างยาวขนาดนี้มักมีไส้ในไม่เท่ากัน วันต้นกับวันท้ายจะอ่อนกว่าช่วงกลางเสมอ ถ้าตั้งเงื่อนไขระยะพักขั้นต่ำทั้งช่วงเหมือนกันหมด คุณจะปิดห้องทิ้งฟรีในวันที่ยังต้องการแขก ส่วนวันที่แน่นจริงคุณกลับไม่ได้ยืนราคาเท่าที่ควร การแยกวันให้ออกก่อนแล้วค่อยตั้งเงื่อนไข คือความต่างระหว่างการบริหาร Yield กับการเดา

⏱ 2 สัปดาห์นี้: ก่อนหน้าต่าง 25 กันยายนจะเปิด โรงแรมไทยควรตัดสินใจเรื่องอะไรก่อน?

เรื่องแรกคือดู Pickup รายวันของช่วง 25 กันยายน ถึง 7 ตุลาคม เทียบกับวันเดียวกันของปีก่อน แล้วหาว่าวันไหนแน่นจริง ไม่ใช่เหมารวมทั้ง 13 วันว่าเป็นวันดี เรื่องที่ 2 คือตัดสินใจเงื่อนไขระยะพักขั้นต่ำเฉพาะวันที่แน่น ไม่ใช่ตั้งทั้งช่วง เพราะการตั้งทั้งช่วงจะปิดกั้นแขกที่มาต่อท้ายหรือมาก่อนหน้าโดยไม่จำเป็น เรื่องที่ 3 คือเช็คว่าสินค้าที่ขายอยู่ตอนนี้รองรับการพักยาวหรือยัง ถ้าแขกอยู่ 5 ถึง 7 คืนแต่คุณมีแต่ Standard package คืนเดียว คุณกำลังขายของผิดชิ้นในช่วงที่ demand ดีที่สุดของเดือน

📅 3-6 เดือน: ถ้าตลาดจีนกลับมาแบบพักนานขึ้น จะต่อยอดไปถึงตรุษจีน 2027 ยังไง?

ททท. ระบุว่าจะต่อโมเมนตัมจากช่วงนี้ไปถึงตรุษจีน 2027 แปลว่าโรงแรมไทยมีเวลาราว 4 เดือนในการเก็บข้อมูลจริงแล้วเอาไปใช้ซ้ำ สิ่งที่ควรเก็บให้ครบตั้งแต่รอบนี้คือระยะพักจริงของแขกจีนแยกตามเมืองต้นทาง ช่องทางที่เขาจองเข้ามา ราคาที่เขายอมจ่าย และสิ่งที่เขาซื้อเพิ่มนอกเหนือค่าห้อง ถ้ารอบนี้คุณพิสูจน์ได้ว่าแขกจีนจากเมืองหนึ่งพักยาวกว่าและใช้จ่ายสูงกว่าอีกเมืองหนึ่ง คุณจะวางราคาและเงื่อนไขสำหรับตรุษจีนได้จากข้อมูลของตัวเอง ไม่ใช่จากการเดา

🔭 2-3 ปี: การที่ตลาดจีนเปลี่ยนจากเน้นจำนวนไปเน้นคุณภาพ กระทบโครงสร้างรายได้ของโรงแรมไทยยังไง?

ททท. ระบุตรงว่าโจทย์ของไทยไม่ใช่การดึงคนจีนให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่คือทำให้อยู่นานขึ้น ใช้จ่ายสูงขึ้น และมีเหตุผลให้กลับมา นั่นแปลว่าในระยะ 2-3 ปี โรงแรมที่ออกแบบตัวเองมาเพื่อรับกลุ่มใหญ่ในราคาถูกจะเจอแรงกดดันมากขึ้น ขณะที่โรงแรมที่ขายการพักยาวได้จะได้เปรียบ เพราะการพักยาวลดต้นทุนต่อคืนลงเองโดยธรรมชาติ ทั้งงาน Housekeeping ที่น้อยลงต่อคืน ต้นทุนการขายที่กระจายไปหลายคืน และโอกาสขายบริการเพิ่มที่มากขึ้น สิ่งที่ควรลงทุนจึงไม่ใช่การไล่ลดราคาให้ถูกที่สุด แต่คือทำให้ห้องและบริการอยู่ได้จริงเมื่อแขกพักเกิน 5 คืน

อ่านกลไก — ทำไม occupancy ที่ต่ำกว่า ถึงให้เงินมากกว่าได้

ลองกางเลขสมมติของโรงแรม 120 ห้องในหน้าต่าง 13 วัน ซึ่งมีห้องขายได้รวม 1,560 คืน เทียบ 2 วิธีขาย ให้เห็นว่าการยอมเสีย occupancy บางส่วนเพื่อกันช่วงให้แขกพักยาว ให้ผลต่างยังไง

ก. เปิดรับคืนเดียวทั้งช่วง · occupancy 78% (1,217 คืน) × ADR 2,800ค่าห้อง 3.41 ล้านบาท
ข. ตั้งระยะพักขั้นต่ำเฉพาะวันที่แน่น · occupancy 74% (1,154 คืน) × ADR 3,080ค่าห้อง 3.55 ล้านบาท
ต้นทุนผันแปรต่อการเข้าพัก 1 ครั้ง 350 บาท · ก. เข้าพัก 420 ครั้ง เทียบ ข. 262 ครั้งข. ประหยัดได้ 55,000 บาท
ผลต่างรวม ทั้งที่ occupancy ต่ำกว่า 4 จุด≈ +200,000 บาท ใน 13 วัน

ตัวเลขทั้งหมดเป็นสมมติฐานเพื่อแสดงกลไก ไม่ใช่ของโรงแรมใดโรงแรมหนึ่ง และไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์ แก่นคือเมื่อ Avg LOS ของตลาดยืดขึ้น การกันช่วงไว้ให้แขกพักยาวทำให้ยืนราคาได้ดีขึ้นและลดจำนวนครั้งที่ต้องเปลี่ยนห้อง จึงชดเชย occupancy ที่หายไปได้ ผลจริงต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน สัดส่วนตลาด และความแน่นของแต่ละวัน ถ้า Pickup ไม่มาตามคาดต้องผ่อนเงื่อนไขลงทันที

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้

  1. กาง Pickup รายวันของ 25 ก.ย.–7 ต.ค. — เปิดรายงานจองรายวันของหน้าต่างนี้เทียบกับวันเดียวกันของปีก่อน แล้วทำเครื่องหมายว่าวันไหนแน่นจริง วันไหนยังอ่อน อย่าเหมารวมว่าทั้ง 13 วันเป็นวันดีเท่ากัน เพราะวันต้นและวันท้ายมักอ่อนกว่าช่วงกลาง และการตั้งเงื่อนไขผิดวันคือการปิดห้องทิ้งฟรี
  2. ตั้งเงื่อนไขระยะพักขั้นต่ำเฉพาะวันที่แน่น — ใช้ Min LOS กับเฉพาะวันที่ Pickup ยืนยันว่าแน่นแล้ว แล้วปล่อยวันหัวท้ายไว้รับแขกที่มาต่อหรือมาก่อน ตั้งแล้วต้องตามดูทุก 2 ถึง 3 วัน ถ้า Pickup ไม่มาตามคาดให้ผ่อนเงื่อนไขลง เพราะเงื่อนไขที่ตั้งแล้วลืมคือสาเหตุที่ทำให้ห้องว่างในวันที่ควรเต็ม
  3. เตรียมสินค้าและทีมให้รองรับการพักยาว — ถ้าแขกอยู่ 5 ถึง 7 คืน ให้เพิ่มทางเลือกที่ทำให้เขาอยู่สบายขึ้น เช่นบริการซักรีด ราคาแบบพักยาว หรือทางเลือกอาหารเช้าที่ไม่ซ้ำ พร้อมเตรียมทีมให้สื่อสารกับแขกจีนได้จริง ทั้งช่องทางแชทที่เขาใช้และข้อมูลการเดินทางที่เขาถามบ่อย เพราะการพักยาวขึ้นแปลว่าโอกาสผิดพลาดสะสมมากขึ้นด้วย

ตัวเลขในกล่องคำนวณเป็นสมมติฐานเพื่อแสดงกลไก ไม่ใช่ตัวเลขจริงของโรงแรมใดโรงแรมหนึ่ง ส่วนตัวเลขคาดการณ์ของ ททท. เป็นการประมาณการล่วงหน้า ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นจริงแล้ว

สุดท้าย ผมอยากให้อ่านข่าวนี้เป็นเรื่องของ “คืน” มากกว่าเรื่องของ “คน” เพราะสิ่งที่ ททท. กำลังบอกจริง ๆ คือแขกกลุ่มนี้เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ได้แค่เปลี่ยนจำนวน และคนที่ได้ประโยชน์เต็มที่คือโรงแรมที่ปรับวิธีขายให้ตรงกับพฤติกรรมใหม่ได้ทัน ไม่ใช่คนที่ขึ้นราคาเร็วที่สุด

คำถามที่อยากฝากไว้: ถ้าเปิดปฏิทินของคุณตอนนี้ แล้วมีแขกอยากพัก 6 คืนติดกันในช่วง 25 ก.ย.–7 ต.ค. เขาจะหาช่วงที่ว่างต่อกันเจอไหม หรือห้องของคุณถูกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไปหมดแล้วโดยที่คุณยังไม่รู้ตัว

แหล่งข่าวหลัก: Chinese Golden Week expected to bring 250,000 visitors and 11.5bn baht to Thailand — Nation Thailand () · ข้อมูลช่วง 25 ก.ย.–7 ต.ค. 2569 รวม 13 วัน ผู้เดินทางจีนราว 250,000 คน เพิ่ม 24% รายได้ราว 11,500 ล้านบาท เพิ่ม 37% ระยะพักเฉลี่ยยืดจากราว 8 วันเป็น 13 วัน ยอดจองล่วงหน้าเดือนตุลาคมเพิ่ม 16% การค้นหาเที่ยวบินเพิ่ม 24% และค่าเงินบาทอ่อนลงราว 9.8% เทียบเงินหยวน มาที่ราว 4.93 บาทต่อหยวน อ้างตามคำให้สัมภาษณ์ของ คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. · ยืนยันซ้ำจาก The Star (ASEAN Plus) () · ตัวเลขในกล่องคำนวณเป็นสมมติฐานของ Gusornhai เพื่อแสดงกลไก

อยากลองกางปฏิทิน 25 ก.ย.–7 ต.ค. ด้วยกัน แล้วดูว่าควรตั้งเงื่อนไขระยะพักขั้นต่ำวันไหนบ้าง — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗