ทำไมงานที่ดูเหมือนเรื่องของโรงแรมรายใหญ่ ถึงเป็นสัญญาณล่วงหน้าว่า demand แบบ Wholesale รอบ 6-12 เดือนข้างหน้าจะไหลมาจาก Segment ไหน — และโรงแรมที่ไม่ได้ออกงานก็อ่านเกมนี้ได้
- แหล่งข่าวและสาระหลัก: TTR Weekly และ Pattaya Mail (10 มิ.ย. 2569) รายงานว่า ททท. เปิดงาน TTM+ 2026 ที่ศูนย์ประชุม NICE พัทยา จังหวัดชลบุรี ระหว่าง 10-12 มิ.ย. มีผู้ซื้อต่างชาติ 429 ราย เพิ่มขึ้นราว 5.7% จากปีก่อน ผู้ประกอบการไทย 428 ราย และนัดเจรจาธุรกิจกว่า 15,400 นัด ภายใต้แนวคิดการฟื้นฟูคือความหรูแบบใหม่ โดยคุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ย้ำว่าเป็นเวทีจับคู่ธุรกิจหลักของประเทศ
- ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: ตัวเลขที่ควรอ่านไม่ใช่ 429 ราย หรือ 15,400 นัด แต่คือสัดส่วนผู้ซื้อแยกตามภูมิภาค อาเซียน 33% เอเชียตะวันออก 28% ยุโรป 24% อเมริกา 15% — แผนที่ว่า ททท. พา demand รอบหน้าไปทางไหน ในจังหวะที่ยอดนักท่องเที่ยว 5 เดือนแรกลดราว 2.3% แต่ยังตั้งเป้ารายได้ไม่ให้ต่ำกว่าเดิม
- สัญญาณการลงมือทำ: แม้ไม่ได้เป็น 1 ใน 428 รายที่ออกงาน ก็อ่านสัดส่วนผู้ซื้อและธีมสุขภาพได้ แล้วจัดตัวสินค้า เช่น แพ็กเกจฟื้นฟูสุขภาพ และราคา Wholesale ให้ตรง Segment ที่ผู้ซื้อกำลังมองหา
เห็นข่าว ททท. เปิดงานจับคู่ธุรกิจท่องเที่ยวใหญ่ประจำปี TTM+ 2026 ที่พัทยาเมื่อวานกันรึยัง?
ส่วนใหญ่จะอ่านผ่าน ๆ ว่า “ก็งานใหญ่ประจำปีที่ ททท. จัด ผู้ซื้อต่างชาติมาเยอะ” แล้วเลื่อนผ่าน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องของโรงแรมเครือใหญ่ที่ได้ออกบูท
เอาตรง ๆ ผมว่านั่นคือการปล่อยของฟรีหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย
TTR Weekly และ Pattaya Mail รายงานตรงกันเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ว่างานนี้เปิดฉากที่ศูนย์ประชุม NICE พัทยา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 10-12 มิ.ย. มีผู้ซื้อต่างชาติ 429 ราย ผู้ประกอบการไทย 428 ราย และนัดเจรจาธุรกิจกว่า 15,400 นัด ภายใต้แนวคิดที่ ททท. เรียกว่าการฟื้นฟูคือความหรูแบบใหม่
เลขที่ผมว่าควรกัดใจกว่า 429 ราย หรือ 15,400 นัด คือสัดส่วนของผู้ซื้อว่ามาจากภูมิภาคไหนบ้าง เพราะนั่นคือแผนที่ว่า ททท. กำลังพา demand รอบหน้าไปทางไหน
คำถามที่ค้างคือ แม้โรงแรมคุณจะไม่ได้เป็น 1 ใน 428 รายที่ออกงาน คุณจะอ่านสัญญาณนี้แล้วขยับตามทันไหม หรือจะปล่อยให้มันเป็นแค่ “ข่าวงานที่พัทยา”
▍ ทำไม TTM+ 2026 ถึงเป็นมากกว่างานขายของท่องเที่ยว แล้วสัดส่วนผู้ซื้อต่างชาติบอกอะไรกับโรงแรมไทย?
เริ่มจากข้อเท็จจริงก่อน คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดงาน TTM+ 2026 ในฐานะเวทีจับคู่ธุรกิจหลักของประเทศ โดยเลือกจัดที่ชลบุรีเพื่อนำเสนอสินค้าและโอกาสทางธุรกิจ ภายใต้ทิศทาง “New Thailand” และแนวคิดที่ ททท. วางว่าการฟื้นฟูคือความหรูแบบใหม่
ตัวเลขผู้เข้าร่วมปีนี้ถือว่าแข็ง ผู้ซื้อต่างชาติ 429 ราย เพิ่มขึ้นราว 5.7% จากปีก่อน ผู้ประกอบการไทย 428 ราย สื่อต่างชาติกว่า 60 ราย และคาดว่าจะมีนัดเจรจาธุรกิจมากกว่า 15,400 นัดตลอด 3 วัน
ฝั่งผู้ประกอบการไทยที่มาออกงานก็ครอบคลุมทั้งโรงแรม บริษัททัวร์ แหล่งเที่ยว สนามกอล์ฟ รีสอร์ตเชิงสุขภาพ โรงพยาบาล ไปจนถึงผู้ให้บริการเทคโนโลยีท่องเที่ยว สะท้อนว่างานนี้ไม่ได้ขายแค่ห้องพัก แต่ขายทั้งเส้นทางประสบการณ์
แต่ตัวที่ผมว่าน่าจับตาที่สุดคือสัดส่วนผู้ซื้อแยกตามภูมิภาค อาเซียน 33% เอเชียตะวันออก 28% ยุโรป 24% และทวีปอเมริกา 15% โดยตลาดสหรัฐฯ เติบโตเด่น
จังหวะที่จัดก็มีนัยสำคัญ ข้อมูล ททท. ก่อนหน้านี้ระบุว่ายอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงราว 2.3% แต่ ททท. ยังตั้งเป้ารายได้ไม่ให้ต่ำกว่าเดิม เมื่อจำนวนหัวหดแต่อยากให้รายได้คงเส้น ตัวแปรที่เหลือคือต้องดึงผู้ซื้อที่พานักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวสูงเข้ามา และนั่นอธิบายว่าทำไมแนวคิดปีนี้ถึงเป็นการฟื้นฟูสุขภาพ ไม่ใช่การขายของถูก
💡 BoydWee เห็นว่า — สัดส่วนผู้ซื้อคือแผนที่ demand ไม่ใช่แค่จำนวนคนในงาน
เอาตรง ๆ ผมว่าของจริงในงานแบบนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนนัด แต่อยู่ที่ว่า “ใครมาเป็นผู้ซื้อ”
ลองคิดแบบนี้ ผู้ซื้อ 429 รายที่บินมาพัทยา คือคนที่ถือ demand อยู่ในมือ — บริษัททัวร์และผู้ค้าส่งแบบ Wholesale ที่จะเอาแพ็กเกจไทยกลับไปขายในประเทศตัวเองรอบ 6-12 เดือนข้างหน้า
ฉะนั้นสัดส่วนที่ว่า อาเซียน 33% เอเชียตะวันออก 28% ยุโรป 24% อเมริกา 15% จึงไม่ใช่แค่สถิติงาน มันคือสัญญาณล่วงหน้าว่า ททท. กำลังเดิมพันว่า demand รอบหน้าจะมาจาก Segment ไหน
อาเซียนกับเอเชียตะวันออกรวมกัน 61% คือฐาน Short-haul ที่ตัดสินใจไว จองใกล้วันเดินทาง ส่วนยุโรปกับอเมริการวมกัน 39% คือฐาน Long-haul ที่จองล่วงหน้านาน อยู่นานกว่า และใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่ ททท. บอกว่าโตเด่น
แล้วแนวคิด “Healing is the New Luxury” ก็ไม่ใช่คำสวย ๆ ลอย ๆ มันคือตัวสินค้าที่ ททท. เลือกหยิบมาโชว์ให้ผู้ซื้อกลุ่มนี้ดู เพราะ Long-haul ที่จ่ายแพงมองหาประสบการณ์ฟื้นฟู ไม่ได้บินมาหาห้องถูก
นี่แหละจุดที่ผมว่าโรงแรมส่วนใหญ่พลาด มัวแต่ถามว่า “เราได้ออกงานไหม” ทั้งที่ของฟรีจริง ๆ คือสัดส่วนผู้ซื้อและแนวคิดที่ ททท. เปิดเผยให้เห็นหมดแล้วว่า demand รอบหน้าหน้าตาเป็นยังไง
แม้คุณจะไม่ได้อยู่ในห้องเจรจานั้น คุณก็รู้แล้วว่าผู้ซื้อกำลังมองหาของแบบไหน จาก Segment ไหน เหลือแค่คุณจะจัดของให้ตรงหรือเปล่า
▍ ผลกระทบกับโรงแรมไทยใน 3 กรอบเวลา
⏱ 3-6 เดือน (หน้าฝนนี้): โรงแรมที่ไม่ได้ออกงาน จะใช้สัดส่วนผู้ซื้อและธีมสุขภาพปรับตัวสินค้าอย่างไร?
หน้าฝน (มิ.ย.-ต.ค.) คือช่วงนอกฤดูที่หลายโรงแรมลด BAR เพื่อรักษาอัตราเข้าพัก แต่ TTM+ เพิ่งบอกใบ้ว่าผู้ซื้อที่ถือ demand รอบหน้าสนใจอะไร
ถ้าสัดส่วนผู้ซื้อเอนไปทาง Long-haul ยุโรปและอเมริกาที่มองหาประสบการณ์ฟื้นฟู โรงแรมที่ฉลาดจะใช้หน้าฝนนี้จัดแพ็กเกจเชิงสุขภาพ เช่น สปา ดีท็อกซ์ คลาสโยคะ มื้ออาหารเพื่อสุขภาพ แทนการตัดราคาห้องทิ้ง
เป้าไม่ใช่เติมห้องด้วยราคาถูก แต่เป็นการเตรียมตัวสินค้าให้ตรงกับสิ่งที่ผู้ซื้อในงานกำลังเลือกอยู่ตอนนี้ เพื่อให้ปลายปีคุณมีของพร้อมขายในราคา Premium
📅 6-12 เดือน: ผู้ซื้อที่เซ็นในงานจะกลายเป็น demand แบบ Wholesale ปลายปี — กระทบ channel mix และ ADR อย่างไร?
นัดเจรจา 15,400 นัดในงานนี้ไม่ได้จบในงาน ส่วนหนึ่งจะแปลงเป็นสัญญาและโควตาห้องที่ผู้ซื้อต่างชาติเอากลับไปขายช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี
โรงแรมที่ปิดสัญญากับผู้ซื้อกลุ่ม Long-haul ได้ จะเข้าปลายปีด้วย Forward booking ที่แน่นขึ้น และพึ่งการจองใกล้วันผ่าน OTA น้อยลง
ผลคือ channel mix ขยับไปทาง Wholesale และจองตรงมากขึ้น ส่วน ADR มีฐานรองรับจากสัญญาที่ตกลงราคาไว้แล้ว ไม่ต้องไล่ตามราคาตลาดแบบนาทีต่อนาที โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าราคา Wholesale ที่เซ็นต้องไม่กินส่วนต่างกำไรจนเหลือแต่ปริมาณ
🔭 2-3 ปี: ถ้าแนวคิดการฟื้นฟูคือความหรูแบบใหม่กลายเป็นทิศทางถาวร โรงแรมที่ไม่มีตัวสินค้าเชิงสุขภาพจะอยู่ตรงไหน?
งานนี้เป็นชิ้นต่อจากทิศทางเน้นคุณค่ามากกว่าจำนวนหัวที่ ททท. เดินมาทั้งปี ทั้งงานอาหารไทยในยุโรปและการเจาะตลาดต้นทางใหม่ ๆ
ถ้าการฟื้นฟูสุขภาพกลายเป็นจุดขายถาวรของท่องเที่ยวไทย โรงแรมที่ขายแค่ห้องนอนราคาถูกจะแข่งยากขึ้น เพราะเวทีระดับชาติกำลังดึงสปอตไลต์ไปที่โรงแรมที่มีประสบการณ์เชิงสุขภาพจริง
โรงแรมที่เริ่มสร้างตัวสินค้าเชิงสุขภาพที่ขายเป็นแพ็กเกจได้ตั้งแต่ปีนี้ จะมีกำแพงที่คู่แข่งราคาถูกลอกตามยาก ส่วนคนที่รอขายแต่ห้องเปล่าจะถูกบีบให้เหลือแต่เกมราคาในระยะยาว
⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — 3 ขั้นที่ทำได้สัปดาห์นี้
- เทียบสัดส่วนผู้ซื้อ TTM+ กับตลาดต้นทางจริงของโรงแรม — เอาสัดส่วนผู้ซื้อในงาน อาเซียน 33% เอเชียตะวันออก 28% ยุโรป 24% อเมริกา 15% มาวางข้าง source market จริงของ property แล้วดูว่าช่องว่างอยู่ตรงไหน เช่น ถ้าคุณพึ่ง Short-haul อาเซียนเป็นหลัก แต่ ททท. กำลังดัน Long-haul ยุโรปและอเมริกา ให้ถามตัวเองว่ามีของขายกลุ่มนั้นหรือยัง
- จัดหรือรีแพ็กเกจตัวสินค้าให้ตรงธีมสุขภาพ และเตรียมราคา Wholesale — เลือกประสบการณ์ฟื้นฟูที่ทำได้จริง 1-2 อย่าง เช่น สปา ดีท็อกซ์ มื้ออาหารเพื่อสุขภาพ คลาสกิจกรรม มัดรวมเป็น Standard package เชิงสุขภาพ ตั้งราคา Premium เหนือราคาห้องเปล่า แล้วทำราคา Wholesale ที่ยังเหลือส่วนต่างกำไร ไม่ใช่ตัดราคาจนเหลือแต่ปริมาณ
- เปิดทางเชื่อมกับผู้ซื้อ และวัดผลก่อนขยายผล — ติดต่อบริษัททัวร์หรือผู้ซื้อ Wholesale ที่โฟกัสตลาด Long-haul ตรง หรือสมัครเป็นผู้ประกอบการร่วมงาน TTM+ รอบหน้า แล้ววัดว่าการพูดคุยกลายเป็นสัญญาจริงกี่ราย ทดลองกับ 8-15 รายก่อน ถ้าได้ผลค่อยขยายผล
(เงื่อนไขราคาและตัวสินค้าต่อ property ต่างกัน — ตัวอย่างในบทความเป็นภาพประกอบ ขอเทียบและขอใบเสนอราคาตรงเสมอ)
สิ่งที่ ททท. ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ คือ งานจบ 12 มิ.ย. แต่สัดส่วนผู้ซื้อและแนวคิดที่เปิดเผยในงานคือข้อมูลที่อยู่ต่อ ใช้ได้ทั้งปี
โรงแรมที่อ่านแผนที่ demand นี้ออกแล้วจัดของให้ตรง จะได้เปรียบตอนปลายปี ส่วนคนที่อ่านว่า “ก็แค่งานเทรดที่พัทยา” ก็จะพลาดของฟรีไป
คำถามที่ค้างคือ คุณจะใช้ข้อมูลชุดนี้เป็นเข็มทิศจัดของขายปลายปี หรือจะรอดูราคาคู่แข่งแล้วค่อยตัดตามอีกรอบ ผลลัพธ์ปลายปีต่างกันมาก




