
Traveloka ชี้ staycation ไทยโต 70% กระบี่จองพุ่งเท่าตัว — demand ที่โรงแรมมองข้ามช่วง low season
ขณะที่ทั้งวงการจ้องตัวเลขต่างชาติที่ยังลบ 3% แล้วหั่นราคาสู้ demand ที่โตเร็วที่สุดตอนนี้กลับเป็นคนไทยเที่ยวสั้น 2-3 วัน ที่โรงแรมส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกแบบมารับ
- TTR Weekly อ้างข้อมูลการจองของ Traveloka (27 ก.ค. 2569) — staycation คนไทยโตกว่า 70% เทียบปีก่อน โดยเมืองชายทะเลนำ: กระบี่จองพุ่งกว่าเท่าตัว, หัวหิน >80%, พัทยา ~65%, ภูเก็ต ~60%
- ขณะที่ occupancy ยังฝืดและต่างชาติยังลบ คนไทยเที่ยวสั้นบ่อยขึ้นคือ demand pool ที่โตจริงช่วง low season — โรงแรมที่ package และตั้งราคารับก่อนคือคนที่ชิงรายได้ไปได้
- สิ่งที่ควรทำสัปดาห์นี้: อ่าน booking data ตัวเองว่าสัดส่วนคนไทยเท่าไร แล้วออกแบบ short-stay package และ value-add ที่ดัน TRevPAR แทนการหั่น BAR สู้ต่างชาติอย่างเดียว
TTR Weekly รายงานเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 อ้างข้อมูลการจองล่าสุดของ Traveloka ว่า การจอง staycation (การพักผ่อนในประเทศแบบสั้น ๆ ใกล้บ้าน) ของคนไทยเติบโตขึ้นกว่า 70% เทียบปีก่อน โดยแรงที่สุดมาจากเมืองชายทะเล — กระบี่นำด้วยยอดจองที่โตกว่าเท่าตัว ตามด้วยหัวหิน (โตกว่า 80%) พัทยา (ราว 65%) และภูเก็ต (เกือบ 60%) ภาพรวมชี้ทิศทางเดียวกันว่า คนไทยเลือกเที่ยวสั้นถี่ขึ้น แทนการรอเที่ยวยาวครั้งเดียวต่อปี
ผมว่าจังหวะของข่าวนี้แหละที่ต้องหยุดคิด เพราะทั้งวงการกำลังวนอยู่กับพาดหัวเดิม — occupancy (อัตราการเข้าพัก) กลางปีที่ 50 กว่า % และยอดต่างชาติสะสมที่ยังลบราว 3% เทียบปีก่อน หลายโรงแรมจึงเลือกทางเดียวคือหั่นราคาสู้เพื่อประคอง occupancy แต่ตัวเลข Traveloka ชุดนี้กำลังบอกอีกเรื่องหนึ่ง: demand ที่โตเป็นเลข 2 หลักตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่สนามบินต่างชาติ มันอยู่ในบ้านเรา และโตเร็วในเมืองท่องเที่ยวหลักที่โรงแรมส่วนใหญ่ตั้งอยู่พอดี
▍ ทำไม staycation คนไทยถึงโตสวนตลาดต่างชาติที่ยังไม่ฟื้น?
คำตอบอยู่ที่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่โปรโมชันชั่วคราว Traveloka ระบุว่าคนไทยเปลี่ยนจากการรอเที่ยวยาวครั้งเดียวต่อปี มาเป็นการเที่ยวสั้น 2-3 วันแต่ถี่ขึ้น ปัจจัยหนุนคือรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น ตารางชีวิตที่แน่น และการให้น้ำหนักกับ wellbeing มากขึ้น ทำให้การพักสั้นใกล้บ้านกลายเป็นวิธีชาร์จพลังที่ไม่ต้องใช้เวลาและงบก้อนใหญ่
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ความคาดหวังของคนไทยก็เปลี่ยน รายงานย้ำว่าคนไทยไม่ได้จองแค่ห้องพักอีกต่อไป แต่มองหาประสบการณ์ ตั้งแต่ตื่นมาเจอวิวทะเล อาบสปา เดินหาคาเฟ่ท้องถิ่น ไปจนถึงชิมอาหารถิ่น จนตัวที่พักกลายเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งท่องเที่ยวเอง demand ชุดนี้จึงโตสวนทางกับตลาดต่างชาติได้ เพราะมันไม่ได้พึ่งเที่ยวบินระหว่างประเทศ ไม่ผูกกับค่าเงินบาทที่แข็ง และไม่สะเทือนกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่กดตลาดต่างชาติอยู่ตอนนี้
💡 BoydWee เห็นว่า — demand ที่อยู่ในบ้าน ไม่ใช่ที่สนามบิน
ผมมองว่าโรงแรมไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ทั้งโครงสร้างราคา Min LOS แพ็กเกจ และ channel ล้วน tune มาเพื่อ FIT ต่างชาติและ OTA ต่างประเทศ พอ demand ต่างชาติแผ่ว เราเลยรู้สึกว่า “ตลาดแย่” ทั้งที่จริง demand คนไทยเที่ยวสั้นกำลังโต 70% — แต่มันเดินเข้ามาทางประตูที่เราไม่ได้เปิดรับให้ดี
เอาตรง ๆ ครับ การหั่น BAR (Best Available Rate — ราคาขายที่ดีที่สุดที่เปิดให้จองทั่วไป) เพื่อไล่ต่างชาติที่บางลง ขณะที่ปล่อยให้ pool คนไทยที่โตวิ่งไปหาคู่แข่งที่ package เร็วกว่า คือการเสียรายได้สองต่อ ต่อแรกคือ ADR ที่ยอมลดทิ้งไปโดยไม่จำเป็น ต่อสองคือ TRevPAR (Total Revenue per Available Room — รายได้รวมต่อห้อง รวม F&B และบริการ) ที่ควรได้จากคนไทยที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ ผมเคยเขียนถึงกรณีพังงาที่เปลี่ยน low season เป็นโอกาสด้วยการกระจายตลาด 3 ชั้นแทนการพึ่งตลาดเดียว — ตัวเลข Traveloka รอบนี้คือหลักฐานว่าชั้น “คนไทยเที่ยวสั้น” กำลังหนาขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี
⏱ 3-6 เดือน: โรงแรมควร package อะไรรับ staycation คนไทยใน Q3-Q4 ที่ยังเป็น low season?
ช่วงนี้คือจังหวะออกแบบ package ที่ขายประสบการณ์ ไม่ใช่ขายห้องเปล่า ลองทำแพ็กเกจสุดสัปดาห์ที่รวมอาหารเช้า สปา คืนห้องช้า และ Day-Use สระหรือคาเฟ่เข้าไปในราคาเดียว เพราะคนไทยเที่ยวสั้นตัดสินใจจากคุณค่ารวมของทริป ไม่ใช่ราคาห้องล้วน ๆ ตั้งราคาโดยดูที่ TRevPAR ไม่ใช่แค่ ADR และวาง Min LOS ให้เหมาะกับพฤติกรรมพัก 2-3 คืน ที่สำคัญคืออย่ารีบหั่น BAR ทิ้งเพื่อไล่ occupancy จากต่างชาติที่ยังบางอยู่ เพราะราคาที่ลดไปนั้นจะกลายเป็นฐานอ้างอิงใหม่ที่ดึงขึ้นยากในภายหลัง
📅 6-12 เดือน: ถ้าเที่ยวสั้นกลายเป็นพฤติกรรมถาวร channel mix กับ segment ควรปรับอย่างไร?
ทบทวน channel mix (สัดส่วนช่องทางการจอง) ให้สะท้อนว่า demand คนไทยเข้ามาทางช่องไหนจริง คนไทยจำนวนมากจองผ่าน OTA ในประเทศอย่าง Traveloka และ Agoda จองตรงหน้าเว็บ หรือทาง LINE ซึ่งมีต้นทุน commission และวิธีสื่อสารต่างจากช่องต่างชาติ ควรเพิ่มน้ำหนักช่องที่คุมต้นทุนได้และสร้างฐานลูกค้าซ้ำ พร้อมนิยาม segment ให้ชัดขึ้น เช่น คนไทยเที่ยวสั้นแบบครอบครัว คู่รัก และกลุ่มเพื่อน แล้วออกแบบราคากับ value-add ให้ตรงกับแต่ละกลุ่ม แทนการใช้ราคาชุดเดียวเหมารวมทั้งโรงแรม
🔭 2-3 ปี: demand คนไทยในประเทศจะเปลี่ยนสมการพึ่งพา OTA ต่างชาติของโรงแรมไทยแค่ไหน?
ถ้า staycation กลายเป็นพฤติกรรมถาวร โรงแรมที่สร้างฐาน demand คนไทยและช่องจองตรงไว้แข็งแรง จะลดการพึ่งพา OTA ต่างชาติและความผันผวนของค่าเงินกับภูมิรัฐศาสตร์ได้จริง เพราะ demand ในประเทศไม่ต้องรอเที่ยวบินระหว่างประเทศ และตอบสนองต่อแคมเปญระยะสั้นได้เร็วกว่า แต่ผมอยากให้มองอย่างซื่อสัตย์ด้วยว่า ADR ของตลาดคนไทยมักต่ำกว่าต่างชาติ การโต volume อย่างเดียวจึงไม่ได้แปลว่ากำไรเพิ่มเสมอไป โรงแรมต้องชดเชยด้วย TRevPAR จาก F&B สปา และบริการเสริม พร้อมคุมต้นทุนต่อการเข้าพักให้ดี ไม่เช่นนั้นห้องเต็มขึ้นแต่กำไรอาจเท่าเดิม
staycation ไทยโตแค่ไหน — booking growth รายเมืองจาก Traveloka
การเติบโตของยอดจอง staycation เทียบปีก่อน ตามข้อมูล Traveloka ที่ TTR Weekly รายงาน (27 ก.ค. 2569) เรียงตามอัตราเติบโต
ตัวเลขเป็นการเติบโตของยอดจอง staycation บนแพลตฟอร์ม Traveloka เทียบปีก่อน สะท้อนพฤติกรรมและทิศทาง demand ไม่ใช่ส่วนแบ่งตลาดทั้งหมดหรือยอดจองรวมของทั้งอุตสาหกรรม ตัวเลขจริงของแต่ละโรงแรมขึ้นกับทำเล segment และ channel ที่ใช้ — ใช้เป็นสัญญาณ demand เพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การรับประกันยอดจอง
⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้
- Audit สัดส่วน demand คนไทยและช่องที่รั่ว — ดึง booking data 3-6 เดือนล่าสุด แยกสัดส่วน domestic เทียบ international ดู LOS เฉลี่ยของคนไทย วันที่คนไทยจอง (เกาะสุดสัปดาห์หรือไม่) และ lead time เพื่อรู้ว่าเรามี demand คนไทยอยู่แค่ไหน และช่องไหนกำลังรั่วให้คู่แข่งไป
- ออกแบบ package ขายประสบการณ์ ตั้งราคาแบบ TRevPAR — ทำแพ็กเกจสุดสัปดาห์หรือ short-stay ที่ bundle สปา คืนห้องช้า Day-Use และอาหารถิ่นเข้าไป ตั้งราคาโดยดู TRevPAR ไม่ใช่แค่ ADR และวาง Min LOS ให้เหมาะกับพฤติกรรมพัก 2-3 คืน แทนการหั่น BAR ทิ้ง
- ทดลองขายบนช่องที่คนไทยใช้ แล้ววัดผล — เปิดขายบน OTA ในประเทศ LINE และจองตรงหน้าเว็บ ทดลอง 1 เดือน แล้ววัด pickup กับ TRevPAR เทียบสัปดาห์ก่อนหน้า (เริ่มด้วยตารางเทียบธรรมดาก่อนก็ได้ ยังไม่ต้องมี RMS)
แนวทางนี้เป็นหลักการทั่วไป ปรับตามทำเล ต้นทุน และ segment ของแต่ละโรงแรม ตัวเลขเติบโตอ้างอิงข้อมูล Traveloka ตามรายงาน TTR Weekly
สุดท้าย ตัวเลข staycation ชุดนี้ไม่ได้แปลว่าตลาดต่างชาติไม่สำคัญ หรือให้ทิ้งตลาดต่างชาติไปเลย ต่างชาติยังเป็นฐาน ADR ที่สูงกว่าและยังต้องประคองไว้ แต่มันเตือนว่าการโฟกัสตลาดเดียวจนมองข้าม demand ที่โตอยู่ตรงหน้า คือการปล่อยรายได้ช่วง low season ให้หลุดมือ
คำถามที่อยากฝากไว้: สัปดาห์นี้คุณจะอ่านข่าว staycation โต 70% เป็นแค่ “ข่าวการตลาดของ OTA” หรือจะเปิดดู booking data ของตัวเองว่าคนไทยเข้ามากี่เปอร์เซ็นต์ และเราออกแบบ package กับช่องทางไว้รับเขาดีพอหรือยัง 2 มุมนี้พาโรงแรมไปคนละที่ในไตรมาสที่เหลือของปี
ถ้าอยากลองวางวิธีอ่าน booking data หาสัดส่วน demand คนไทย หรือออกแบบ short-stay package ที่ดัน TRevPAR ช่วง low season — ทักมาคุยกันได้เลย



