ภาพคลื่นลมแรงและฝนตกหนักในทะเลอันดามันฝั่งภูเก็ตและกระบี่ ช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง สื่อถึงผลกระทบต่อทัวร์เกาะและรายได้นอกค่าห้องของโรงแรม

เรือเล็กงดออกฝั่งถึง 15 ก.ค. คลื่นอันดามันเกิน 4 เมตร — 4 วันที่โรงแรมภูเก็ต-กระบี่ต้องเปลี่ยนวิธีเก็บรายได้

Market Demand

พายุไม่เข้าไทย แต่มันมาถึงงบรายได้แล้ว — เพราะสิ่งที่หายไปใน 4 วันนี้ไม่ใช่ห้อง แต่คือทัวร์เกาะ กิจกรรมทางน้ำ และเหตุผลที่แขกจะอยู่ต่ออีกคืน

TL;DR:
  • แหล่งข้อมูลและสาระหลัก: กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเช้า 12 ก.ค. 2569 ว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงทำให้ฝนหนักถึงหนักมากในระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ คลื่นอันดามันตอนบน 2-4 เมตร เกิน 4 เมตรในฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งถึงวันพุธที่ 15 ก.ค. ส่วน Typhoon Bavi ขึ้นฝั่งจีนแล้วและไม่เข้าไทย แต่ทำให้ Thai Airways ยกเลิก 6 เที่ยวบิน Bangkok–Shanghai และ Bangkok–Taipei ช่วง 11-12 ก.ค.
  • ทำไมเรื่องนี้สำคัญ: รายได้ที่หายไม่ใช่ค่าห้อง แต่คือรายได้นอกค่าห้อง — ทัวร์เกาะ กิจกรรมทางน้ำ เรือรับส่ง และเหตุผลที่แขกจะอยู่ต่อ ทำให้ occupancy ยังดูปกติในขณะที่ TRevPAR รั่วเงียบ ๆ
  • สัญญาณการลงมือทำ: 4 วันนี้เกมคือย้ายรายได้เข้ามาในบ้าน ด้วยของที่แขกยินดีจ่าย ไม่ใช่ลดราคาห้องเพื่อแก้ฝน เพราะฝนไม่ได้ทำให้ห้องขายไม่ออก

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศพยากรณ์อากาศเช้าวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ระบุว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพาดผ่านทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ รวมถึงระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ คลื่นในอันดามันตอนบนสูง 2-4 เมตร และเกิน 4 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง พร้อมแนะนำให้เรือเล็กงดออกจากฝั่งจนถึงวันพุธที่ 15 กรกฎาคม ส่วน Typhoon Bavi ขึ้นฝั่งที่มณฑลเจ้อเจียงของจีนแล้ว และไม่มีการคาดหมายว่าจะเคลื่อนเข้าไทย

เอาตรง ๆ ข่าวพยากรณ์อากาศเป็นข่าวที่คนทำโรงแรมมักอ่านผ่าน เพราะดูเหมือนไม่เกี่ยวกับห้องพัก และมันก็จริง — ฝนไม่ได้ทำให้ห้องขายไม่ออกในทันที แต่ผมว่านั่นแหละคือกับดัก เพราะสิ่งที่หายไปใน 4 วันนี้คือของที่ไม่โผล่ในรายงาน occupancy เลย ทัวร์เกาะที่ยกเลิก เรือรับส่งที่ไม่ออก กิจกรรมทางน้ำที่ปิด และเหตุผลที่แขกคนหนึ่งจะขยายวันพักอีกคืน คำถามคือถ้าห้องยังเต็มแต่รายได้ต่อห้องลด เราจะรู้ตัวจากตัวเลขไหน

Typhoon Bavi ไม่ได้เข้าไทย แล้วทำไมโรงแรมฝั่งอันดามันถึงกระทบ?

เริ่มที่ข้อเท็จจริงก่อน ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา Typhoon Bavi ขึ้นฝั่งที่จีนและกำลังอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและดีเปรสชัน ไม่มีการคาดหมายว่าจะเข้าไทย สิ่งที่มาถึงไทยคืออิทธิพลทางอ้อม — มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังแรงขึ้น ฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้จึงมีฝนฟ้าคะนองราว 60% ของพื้นที่ และฝนหนักถึงหนักมากในระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ส่วนลมตั้งแต่ภูเก็ตขึ้นไปแรง 20-45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คลื่นสูง 2-4 เมตร และเกิน 4 เมตรในฝนฟ้าคะนอง

ประโยคที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำโรงแรม กลับเป็นประโยคที่เขียนไว้ให้ชาวเรือ ไม่ใช่ให้เรา นั่นคือเรือเล็กในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันพุธที่ 15 กรกฎาคม ลองแปลเป็นภาษาโรงแรมดู เรือเล็กคือเรือที่พาแขกไปเกาะ เรือ speedboat ที่รับส่งข้ามเกาะ และเรือที่พาไปดำน้ำ พูดอีกแบบคือสินค้าเรือธงของฝั่งอันดามันหยุดขายพร้อมกันราว 4 วัน ในขณะที่ห้องพักยังเช็กอินตามปกติ

อีกด้านที่เกิดพร้อมกันคือฝั่งเที่ยวบิน Nation Thailand รายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคมว่า Thai Airways ยกเลิก 6 เที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ กับเซี่ยงไฮ้และไทเป ในวันที่ 11 และ 12 กรกฎาคม จากอิทธิพลของ Typhoon Bavi ที่กระทบการบินทั่วเอเชียตะวันออก ในเชิงจำนวนถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับ demand ทั้งประเทศ แต่ในเชิง segment มันคือที่นั่งจากตลาดจีนและไต้หวันที่หายไปในหน้าต่างสั้น ๆ ซึ่งโรงแรมที่รับแขก 2 ตลาดนี้จะเห็นเป็น no-show และการเลื่อนวันเข้าพักในช่วงต้นสัปดาห์

💡 BoydWee เห็นว่า — เปลี่ยนวิธีเก็บรายได้: ห้องยังอยู่ แต่รายได้นอกค่าห้องหายไป 4 วัน

ผมว่าวิธีอ่านข่าวนี้ที่มีประโยชน์ที่สุด คือเลิกมองว่ามันเป็นข่าวอากาศ แล้วมองว่ามันเป็นข่าว demand ที่มาแบบเลือกเป้า มันไม่ได้ยิงที่ห้องพัก แต่ยิงที่ทุกอย่างรอบห้องพัก โรงแรมที่วัดผลด้วย occupancy กับ ADR อย่างเดียวจะผ่าน 4 วันนี้ไปโดยที่ตัวเลขดูปกติดี แล้วค่อยไปสงสัยตอนสิ้นเดือนว่าทำไมรายได้รวมไม่เข้าเป้า ทั้งที่ห้องก็ขายได้ คำตอบมักอยู่ที่ ancillary revenue หรือรายได้นอกค่าห้อง — คอมมิชชันทัวร์ ค่าเรือรับส่ง กิจกรรมทางน้ำ — ที่หายไปเงียบ ๆ พร้อมกับคลื่น 4 เมตร

แต่ต้องซื่อสัตย์กับขนาดของมันด้วย นี่คือหน้าต่าง 4 วันในช่วงที่ฝั่งอันดามันเป็น low season อยู่แล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ระดับพลิกทั้งไตรมาส และประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นคำเตือนเรื่องคลื่นลมสำหรับเรือ ไม่ใช่คำสั่งปิดทะเลหรือปิดชายหาด สิ่งที่ผมอยากให้อ่านจึงไม่ใช่ให้รีบลดราคาห้องรับมือฝน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ผิดฝาผิดตัวที่สุด เพราะแขกที่จองมาแล้วเขาก็มาอยู่ดี แต่คือคำถามว่าอีก 4 วันนี้ เรามีอะไรขายให้แขกที่ออกทะเลไม่ได้บ้าง ถ้าคำตอบคือไม่มีอะไรเลยนอกจาก Wi-Fi กับสระว่ายน้ำที่ฝนตกใส่ นั่นคือช่องว่างที่เห็นชัดที่สุดของสัปดาห์นี้

เลขสมมติ: รีสอร์ต 80 ห้องในภูเก็ต — 4 วันที่ทัวร์ทางน้ำหยุด รายได้รั่วเท่าไร

ห้องขายได้ต่อคืน (80 ห้อง × occupancy 65%)52 ห้อง-คืน
รวม 4 คืน (12-15 ก.ค.)208 ห้อง-คืน
Ancillary จากทัวร์ทางน้ำและ transfer ปกติ450 บาท/ห้อง-คืน → 93,600 บาท
สมมติหายไป 60% ช่วงเรือเล็กงดออกฝั่ง−56,160 บาท
ถ้าดันสินค้าในที่พักทดแทนได้ 250 บาท/ห้อง-คืน+52,000 บาท
ผลสุทธิของหน้าต่าง 4 วัน−4,160 บาท แทนที่จะเป็น −56,160 บาท

ตารางนี้เป็น scenario ล้วน ๆ ไม่ใช่ตัวเลขของโรงแรมใดโรงแรมหนึ่ง และไม่ใช่คำสัญญา ค่า occupancy 65% ค่า ancillary 450 บาทต่อห้อง-คืน อัตราหาย 60% และของทดแทน 250 บาท เป็นสมมติฐานที่ตั้งขึ้นเพื่อให้เห็นโครงสร้างของปัญหา คือรายได้ที่หายอยู่นอกค่าห้อง ไม่ใช่ในค่าห้อง โรงแรมแต่ละแห่งมีโครงสร้าง ancillary ต่างกันมาก บางแห่งไม่เก็บคอมมิชชันทัวร์เลย บางแห่งพึ่งพาสูงกว่านี้ ควรแทนเลขของตัวเองลงไปแล้วดูว่าหน้าต่าง 4 วันมีมูลค่าเท่าไร

ผลกระทบกับโรงแรมไทยใน 3 กรอบเวลา

⏱ 3-6 เดือน: มรสุมยังอยู่ถึงปลายปี โรงแรมอันดามันควรมีสินค้าสำรองแบบไหนไว้ก่อน?

มรสุมฝั่งอันดามันไม่ได้จบใน 4 วันนี้ มันจะกลับมาเป็นระลอกไปจนถึงปลายปี สิ่งที่ควรทำในกรอบ 3-6 เดือนคือทำสินค้าสำหรับวันที่ออกทะเลไม่ได้ให้เป็นของถาวรในเมนู ไม่ใช่ของฉุกเฉินที่คิดกันหน้างานตอนแขกมาบ่นที่ Front Office แล้ว

รูปธรรมคือมีรายการที่ติดราคาไว้พร้อมขาย เช่น Set Lunch หรือ Brunch สำหรับวันฝนตก คลาสทำอาหารไทย สปาช่วงบ่าย Day-Use room สำหรับแขกที่เรือไม่ออกและต้องรอไฟลต์เย็น และ Late check-out ที่คิดราคาแบบมีเหตุผล เหตุผลที่ต้องเตรียมล่วงหน้าเป็นเรื่องกลไกล้วน ๆ — ของที่ยังไม่มีราคา ไม่มีคนขาย และไม่มีในระบบ จะขายไม่ทันในวันที่ฝนมาจริง สุดท้ายทีมก็จะกลับไปใช้ทางออกที่ง่ายที่สุดคือขอโทษแล้วให้ส่วนลด ซึ่งแลกกำไรทิ้งโดยไม่ได้ชดเชยสิ่งที่แขกเสียไปจริง ๆ คือกิจกรรม

📅 6-12 เดือน: ถ้าฝนคือของประจำทุกปี ทำไมสินค้าช่วงฝนของเรายังเป็นของฉุกเฉินอยู่?

คำถามนี้ตรงและอาจแสบนิดหน่อย แต่ผมว่าคุ้มที่จะถาม เพราะโรงแรมฝั่งอันดามันจำนวนไม่น้อยยังบริหารช่วงฝนแบบตั้งรับ คือรอให้เรื่องเกิดแล้วค่อยแก้ ทั้งที่ปฏิทินมรสุมเป็นสิ่งที่รู้ล่วงหน้าได้เป็นเดือน กรอบ 6-12 เดือนจึงเป็นจังหวะเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นตั้งใจ

แปลเป็นงานจริงคือ 3 อย่าง หนึ่ง ทำแพ็กเกจ Green Season ที่ขายเสน่ห์ของฤดูฝนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ขายส่วนลดอย่างเดียว สอง สื่อสารเชิงรุกกับแขกก่อนเดินทางว่าช่วงนี้ทะเลเป็นอย่างไรและเรามีอะไรให้ทำ ซึ่งลดทั้งความผิดหวังและรีวิวเสีย สาม เปลี่ยนตัวชี้วัดมาที่ TRevPAR หรือรายได้รวมต่อห้องที่มีขาย ซึ่งนับรวมรายได้นอกค่าห้องด้วย ไม่ใช่ occupancy อย่างเดียว เพราะถ้าไม่วัดรายได้นอกค่าห้อง เราจะไม่มีวันเห็นว่าช่วงฝนกินกำไรเราไปเท่าไร

🔭 2-3 ปี: ถ้าสภาพอากาศแปรปรวนถี่ขึ้น โครงสร้างรายได้ที่พึ่งทะเลอย่างเดียวยังปลอดภัยไหม?

โรงแรมที่รายได้นอกค่าห้องผูกกับทะเลเกือบทั้งหมด เท่ากับฝากผลประกอบการส่วนหนึ่งไว้กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย ยิ่งอากาศแปรปรวนถี่ขึ้น ต้นทุนของความเสี่ยงนี้ยิ่งแพงขึ้น คำถามเชิงโครงสร้างในกรอบ 2-3 ปีจึงตรงไปตรงมาว่า ในวันที่ทะเลใช้ไม่ได้ เรามีเหตุผลอะไรให้แขกมาพักและใช้จ่ายกับเรา

คำตอบมักไปจบที่การลงทุนกับสินค้าที่ไม่ขึ้นกับดินฟ้าอากาศ เช่น สปา ร้านอาหารที่แข็งแรงพอจะเป็นจุดหมายด้วยตัวเอง พื้นที่ประชุมขนาดเล็ก หรือประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมในย่าน รวมถึงกระจาย segment ไปยังกลุ่มที่ไม่ได้มาเพื่อทะเลอย่างเดียว เช่น Long-stay Corporate หรือ MICE ขนาดเล็ก แนวคิดนี้ไม่ใช่ของใหม่ และมีโรงแรมไทยที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้ เช่นกรณีโรงแรมพังงาที่ใช้ Green Season ปั้น demand ของตัวเองในช่วงที่คนอื่นบอกว่านอกฤดู การกระจายแบบนี้ไม่ได้ทำให้ฝนหยุดตก แต่ทำให้ฝนไม่ได้เป็นคนกำหนดกำไรของเราทั้งหมด

⚡ ประโยชน์สำหรับโรงแรมไทย — Action 3 ขั้น เริ่มได้สัปดาห์นี้

  1. Audit: ดึงรายชื่อแขกที่อยู่ในบ้านและที่จะเข้ามาถึง 15 กรกฎาคม — ทำเครื่องหมายว่าใครมีทัวร์เกาะ กิจกรรมทางน้ำ หรือเรือรับส่งผูกอยู่ในการจอง เพื่อรู้ว่ากี่ห้องกำลังจะเจอกิจกรรมถูกยกเลิก และรายได้นอกค่าห้องส่วนไหนกำลังจะหาย ถ้ารับแขกจากตลาดจีนและไต้หวัน ให้เช็ก arrival ต้นสัปดาห์เพิ่มด้วย เพราะมี 6 เที่ยวบินของ Thai Airways ถูกยกเลิก
  2. Match: จับคู่สินค้าในที่พักแทนกิจกรรมทางทะเลที่หายไป — เตรียมของที่แขกยินดีจ่ายจริง และสื่อสารเชิงรุกก่อนแขกไปเจอเรื่องยกเลิกเอง เช่น Set Lunch หรือ Brunch พิเศษ คลาสทำอาหารไทย สปาช่วงบ่าย Day-Use room สำหรับคนที่ต้องรอไฟลต์ และ Late check-out ที่คิดราคาแบบมีเหตุผล หัวใจคือแจ้งก่อนและมีทางเลือกให้ ไม่ใช่ขอโทษทีหลังแล้วให้ส่วนลด
  3. Trial: ทดลองนโยบายช่วงอากาศแปรปรวนโดยไม่ลด BAR — ให้ Value-Add แทนการลดราคา แล้ววัดผล 4 วันด้วย TRevPAR เทียบสัปดาห์ก่อน เพื่อดูว่าของทดแทนในที่พักดึงรายได้กลับมาได้เท่าไร แล้วเก็บเป็นบทเรียนไว้ใช้กับมรสุมระลอกถัดไป ซึ่งจะมาอีกก่อนสิ้นปีแน่นอน

(ประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นคำเตือนเรื่องคลื่นลมและฝน ไม่ใช่คำสั่งปิดทะเลหรือชายหาด สถานการณ์จริงต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และเปลี่ยนได้ทุกวัน ควรติดตามประกาศล่าสุดและประสานกับผู้ให้บริการเรือในพื้นที่ก่อนตัดสินใจ)

ข่าวพยากรณ์อากาศเป็นข่าวที่ทุกคนอ่านแต่แทบไม่มีใครเอาไปทำอะไรต่อ ผมว่าตรงนั้นแหละคือโอกาส เพราะในซอยเดียวกันของคุณ ตอนนี้มีโรงแรมที่กำลังรอให้ 4 วันนี้ผ่านไป กับโรงแรมที่กำลังเปิดเมนู Set Lunch และเพิ่มรอบสปาช่วงบ่าย ทั้งสองแห่งจะมีห้องเต็มใกล้เคียงกัน แต่จะมีรายได้ต่อห้องไม่เท่ากัน

คำถามที่อยากฝากไว้: วันพุธที่ 15 กรกฎาคม ตอนที่เรือเริ่มออกได้อีกครั้ง คุณจะมองย้อนกลับมาแล้วเห็นว่า 4 วันนี้เป็นวันที่ต้องทนให้ผ่านไป หรือเป็นวันที่คุณค้นพบว่าโรงแรมตัวเองขายอะไรได้บ้างในวันที่ทะเลใช้ไม่ได้?

อยากลองวางเมนูสินค้าสำหรับวันที่ออกทะเลไม่ได้ หรือดูว่ารายได้นอกค่าห้องของโรงแรมคุณรั่วตรงไหนช่วงมรสุม — ทักมาคุยกันได้เลย

LINEปรึกษาได้ @BoydWee

Spread the love
Scroll to Top
English ↗