A man in a navy blazer and yellow shirt stands against a red background with Thai text and the phrase Keyword Series: Strategy. A white text box at the bottom says by BoydWee.

GUSORNHAIHotel Revenue Management
Revenue Management · Strategy

Market Segmentation โรงแรมคืออะไร — ทำไม “ลูกค้าโรงแรม” ไม่มีอยู่จริง

สิ่งที่มีจริงคือคนหลายกลุ่มที่จองคนละเวลา จ่ายคนละราคา ทนราคาคนละแบบ — บริหารทุกคนเหมือนกัน = ทิ้งเงินทั้งสองทาง

คำตอบสั้น

Market Segmentation คือการแบ่งลูกค้าเป็นกลุ่มตามพฤติกรรมการจอง + มูลค่า เพื่อบริหารราคา/inventory แต่ละกลุ่มต่างกัน Segment หลัก 4 กลุ่ม: transient (จองเอง ปรับราคาได้), corporate/negotiated (สัญญาคงที่), group/MICE, wholesale/FIT แต่ละกลุ่มต่างกันที่ ADR, lead time, LOS, ความไวต่อราคา กลุ่มที่ปรับราคาได้ = yieldable, ล็อกราคาแล้ว = non-yieldable เป็นฐานของ pricing, forecasting และ Displacement

ลองดูใน PMS คืนนี้ แล้วถามข้อเดียว: ห้องที่ขายไปคืนนั้น ทุกคนจ่ายราคาเท่ากันไหม? คำตอบคือ “ไม่” เสมอ — เพราะ “ลูกค้าโรงแรม” ก้อนเดียวไม่มีจริง มีแต่หลายกลุ่มที่จองคนละเวลา จ่ายคนละราคา ทนราคาคนละแบบ ถ้าบริหารทุกคนเหมือนกัน คุณทิ้งเงินสองทาง: ตั้งถูกไปกับคนที่ยอมจ่ายแพง และตั้งแพงไปกับคนที่ไวราคาจนหนีไปคู่แข่ง

ทำไมต้องแบ่ง — เพราะแต่ละกลุ่มตอบสนองต่อราคาไม่เหมือนกัน

คนที่จองคืนนี้เพราะตกเครื่อง ไม่ได้เทียบราคา 5 เว็บเหมือนคนวางแผนทริปครอบครัวล่วงหน้า 3 เดือน ถ้ารู้ว่าใครเป็นใคร คุณถึงจะรู้ว่า “ห้องสุดท้าย” ควรขายให้ใคร ราคาเท่าไหร่

4 Segment หลักที่ต้องแยกให้ออก

  • Transient (retail/BAR) — จองเองผ่านเว็บ/OTA จ่าย BAR ที่ตั้ง ณ ตอนนั้น ปรับราคา/ปิดขายได้ตาม Demand lead time สั้น ไวต่อราคา = หัวใจของการ yield
  • Corporate/negotiated — บริษัททำสัญญาราคาคงที่ จองสม่ำเสมอ คาดเดาได้ แต่ขยับราคารายวันไม่ได้
  • Group/MICE — กรุ๊ป/สัมมนา/งานแต่ง จองทีละหลายห้อง lead time ยาว ราคาล็อกตอนเซ็น
  • Wholesale/FIT — ขายผ่าน bed bank ราคา net ADR ต่ำสุด แลกกับ volume

ตัวอย่าง: ทำไมปฏิบัติเหมือนกันไม่ได้ (ตัวอย่างประกอบ)

TransientCorporate
Lead time2 วัน3 สัปดาห์
ราคาBAR เต็ม 2,800สัญญา 2,200 (คงที่)
คืน Demand พุ่งดัน BAR เป็น 3,500 ได้ทันทีขยับไม่ได้ (ล็อกแล้ว)

ถ้าเอาตรรกะ “Demand สูง = ขึ้นราคาทุกคน” ไปใช้กับ corporate มันใช้ไม่ได้ตั้งแต่แรก และถ้าเอาตรรกะ “ลูกค้าประจำ = ราคาคงที่” ไปใช้กับ transient คุณก็เพิ่งทิ้งกำไรคืนที่ขายดีฟรีๆ — คนละกลุ่ม คนละเครื่องมือ

Yieldable vs Non-yieldable — เส้นที่ทำให้ Segmentation มีพลัง

Yieldable = ปรับราคา/ปิดขายได้ตาม Demand (เช่น transient) = กลุ่มที่ RM ทำงานได้เต็มที่ · Non-yieldable = ราคาล็อกแล้ว ปรับรายวันไม่ได้ (corporate contracted, group ที่เซ็นแล้ว) เส้นนี้สำคัญเวลาห้องใกล้เต็ม — จะรับกรุ๊ป non-yieldable ราคาล็อก แล้วเสียโอกาสขาย transient yieldable ราคาเต็มกี่ห้อง คุ้มไหม นั่นคือหัวใจของ Displacement decision ที่คำนวณไม่ได้เลยถ้าไม่รู้ว่า Demand แต่ละก้อนมาจาก Segment ไหน

Segmentation คือฐาน ไม่ใช่ปลายทาง

เมื่อแยก Segment ออก สามอย่างคมขึ้นทันที — pricing (รู้ว่า yield กลุ่มไหน), forecasting (แต่ละ Segment lead time ต่างกัน แยก Forecast แม่นกว่ารวมก้อนเดียว), Displacement (รู้ว่าห้องสุดท้ายกันไว้ให้ใคร)

คืนนี้ลองดึงรายงานคืนที่ผ่านมา แยกห้องที่ขายเป็น 4 Segment ดู ADR เฉลี่ยแต่ละกลุ่มต่างกันแค่ไหน — แล้วคอมเมนต์ว่า Segment ไหน ADR ทำให้ “เอ๊ะ” ที่สุด เราขุดต่อไปด้วยกัน

คำถามที่พบบ่อย

Segmentation โรงแรมคืออะไร?
การแบ่งลูกค้าเป็นกลุ่มตามพฤติกรรมการจอง + มูลค่า เพื่อบริหารราคาและ inventory แต่ละกลุ่มต่างกัน แทนมองลูกค้าเป็นก้อนเดียว เพราะแต่ละกลุ่มจ่ายต่างกันและทนราคาต่างกัน
Segment หลักของโรงแรมมีอะไรบ้าง?
4 กลุ่มหลัก: transient/retail (จองเอง จ่าย BAR ปรับราคาได้), corporate/negotiated (สัญญาราคาคงที่), group/MICE (จองเป็นก้อน lead time ยาว), wholesale/FIT (ผ่าน bed bank ราคา net) ต่างกันที่ ADR, lead time, LOS, ความไวต่อราคา
Yieldable กับ non-yieldable ต่างกันยังไง?
Yieldable = กลุ่มที่ปรับราคา/ปิดขายได้ตาม Demand เช่น transient เป็นกลุ่มที่ revenue management ทำงานได้เต็มที่ ส่วน non-yieldable = ราคาถูกล็อกไว้แล้ว ปรับรายวันไม่ได้ เช่น corporate contracted, group ส่วนที่เซ็นราคาแล้ว เส้นนี้สำคัญตอนตัดสินใจ Displacement
หมายเหตุ: ตัวเลข ADR/lead time ในตัวอย่างเป็นตัวอย่างประกอบ ปรับตามจริง
GUSORNHAI · Hotel Revenue Management
Spread the love
Scroll to Top
English ↗